โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องโมเดลญี่ปุ่น ต้นแบบเปิดราง ปลดล็อกธุรกิจรถไฟไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 09.43 น.

กฎหมายรางใหม่ เปิดทางเอกชนใช้โครงสร้างการรถไฟฯ หวังเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดภาระขาดทุน พร้อมส่องโมเดล “ญี่ปุ่น” พลิกธุรกิจรถไฟด้วยรายได้นอกค่าโดยสาร ทั้งอสังหาฯ-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว

หลังจาก พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา และเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะเกิดขึ้น คือ การเปิดทางให้ภาคเอกชน สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้บริการขนส่งทางรางได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐาน และเป็นประโยชน์ในการลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถและออกกฎกระทรวงรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า กิจการการรถไฟไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ การรถไฟแห่งประเทศไทย เผชิญความท้าทายสำคัญในเรื่องการเงิน โดยเฉพาะสภาวะขาดทุนไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี จนทำให้ภาครัฐต้องมีการชดเชยการขาดทุน รวมถึงการแบกรับต้นทุนในด้านการลงทุน และการบำรุงรักษา

กฎหมายฉบับใหม่นี้ จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานอย่างรางรถไฟ ซึ่งจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางราง ระบุ ณ ปี 2568 มีความยาวรวม 4,044 กิโลเมตร (อ่านเพิ่มเติม : รายงานโครงสร้างพื้นฐานทางราง ประจำปี 2568) ขณะที่ภาครัฐ สามารถเรียกเก็บค่าใช้ประโยชน์จากการใช้รางรถไฟได้ ซึ่งอัตราดังกล่าวต้องมีคณะกรรมการกำหนดด้วย เช่นเดียวกับอัตราค่าโดยสาร

อ่านเพิ่มเติม : พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568

การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางในลักษณะดังกล่าว มีโมเดลใกล้เคียงกับที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNR) ซึ่งในขณะนั้นบริหารงานโดยรัฐบาล มีหนี้สะสมมหาศาลถึง 250,000 ล้านเยน จึงได้นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (Privatization) สำเร็จในปี 1987

โดยแตกย่อยองค์กรออกเป็นกลุ่มบริษัท Japan Railways (JR) จำนวน 6 แห่งตามภูมิภาค ได้แก่ JR Hokkaido, JR East, JR Central, JR West, JR Shikoku และ JR Kyushu เพื่อให้การบริหารมีความเชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากกลุ่ม JR แล้ว ญี่ปุ่นยังมีบริษัทรถไฟเอกชนรายใหญ่อีก 16 บริษัท ซึ่งดำเนินกิจการแยกต่างหากและมักมีสถานีของตนเองเข้ามาเติมเต็มโครงข่ายการเดินทางระหว่างเมือง การเชื่อมต่อสนามบิน และบริการในเส้นทางระดับภูมิภาคที่รถไฟ JR เข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ภาครัฐควบคุมไม่ให้บริษัทเดินรถไฟปรับขึ้นราคาค่าโดยสารตามอำเภอใจ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้รายได้จากค่าโดยสารรถไฟคิดเป็นเพียง 10-20% ของรายได้หลัก

ธุรกิจรถไฟของญี่ปุ่นจึงใช้กลยุทธ์การบริหารเพื่อสร้างผลกำไรจากช่องทางอื่นอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ (TOD – Transit-Oriented Development) การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดิน (Land Development) และการกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยความคิดสร้างสรรค์

ส่วนการบริหารจัดการต้นทุน มีตั้งแต่การยกเลิกเส้นทางรถไฟที่ไม่ทำกำไรในแถบชนบท หรือใช้วิธีโอนกรรมสิทธิ์เส้นทาง ให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับช่วงดูแลต่อ โดยต้องผ่านการขออนุญาตและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

และการบริหารงานยังเน้นการสร้างบริการที่เป็นเลิศและมีประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การให้บริการบัตร IC Card (อาทิ Suica หรือ Pasmo) ที่สามารถใช้แตะจ่ายค่าโดยสารรถไฟเอกชนและซื้อสินค้าต่างๆ ได้จบในบัตรเดียว ซึ่งกลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ของลูกค้า ที่บริษัทสามารถนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล : กรมการขนส่งทางราง, CareerVisa Assessment, สมาคมการทางรถไฟเอกชนแห่งญี่ปุ่น, ประวัติศาสตร์รถไฟญี่ปุ่น ตอนที่ 2 (marumaru.com)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องโมเดลญี่ปุ่น ต้นแบบเปิดราง ปลดล็อกธุรกิจรถไฟไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...