โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลิกโรงงานฟองเต้าหู้ 89 ปี ทายาทรุ่น 3 ปั้นแบรนด์ฟองฟอง ใช้นวัตกรรมสร้างฟองเต้าหู้สดเจ้าแรกในไทย จนกลายเป็น Product Hero ที่ตลาดต้องการ

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
“โอกาสทางธุรกิจบางครั้งก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา แค่เรามองมุมใหม่ 360 องศา สินค้าเดิมๆ ก็ดูมี Value ขึ้นมาทันที” และนี่จึงเป็นที่มาของการพลิกโรงงานฟองเต้าหู้ 89 ปี ด้วยนวัตกรรม นำมาสู่แบรนด์ฟองฟอง ฟองเต้าหู้สดเจ้าแรกของไทย

Text : Ratchanee P.

ในโลกของธุรกิจครอบครัวที่มีรากฐานยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ โจทย์ที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การรักษาสิ่งเดิมไว้ แต่คือการจะ “ต่อยอด” อย่างไรให้ลมหายใจของธุรกิจยังคงโลดแล่นไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

นี่คือเรื่องราวของ เบนซ์-ศิริชัย เบ็ญจพรเลิศ กรรมการผู้บริหาร บริษัท โง้วเจงง้วน จำกัด และเจ้าของแบรนด์ “ฟองฟอง” (Fong Fong) ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้เข้ามารับไม้ต่อธุรกิจผลิตฟองเต้าหู้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 89 ปี เขาคือผู้ที่ใช้ “ไอเดีย” และ “นวัตกรรม” เป็นหัวใจสำคัญในการนำพาธุรกิจครอบครัวก้าวข้ามกรอบเดิมๆ เข้าสู่ตลาดคนรุ่นใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ

จากน้ำเต้าหู้รถเข็นสู่การ Re-Brand จุดเริ่มต้นของการพลิกธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นจากความพยายามของคุณแม่ของศิริชัย ที่อยากขยับขยายธุรกิจผลิตฟองเต้าหู้ดั้งเดิมอย่าง ‘โง้วเจงง้วน’ มาสู่ผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม โดยเริ่มจากแบรนด์น้ำเต้าหู้รถเข็นชื่อ “ฮองเฮา” แต่กลับพบอุปสรรคสำคัญในเรื่องระบบขนส่งและการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่ทั่วถึง

ภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบบรรจุขวดภายใต้แบรนด์ “เบญจพร” ขายในราคาขวดละ 12 บาท โดยเน้นจุดขายที่น้ำเต้าหู้ผสมฟองเต้าหู้ ทว่ายอดขายกลับไม่เป็นไปตามเป้า เพราะการวาง Positioning ของแบรนด์ยังไม่ชัดเจนพอที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่คุ้นเคยกับน้ำเต้าหู้ราคาประหยัดริมทางได้

“ผมกลับมาจากการเรียนต่างประเทศ แล้วเห็นโอกาสว่าผลิตภัณฑ์ของเราไม่ควรวางขายในตลาดที่เขาซื้อน้ำเต้าหู้รถเข็นถุงละ 7 บาทอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์แรกที่ผมทำคือการ Re-Target และทำผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไปจนถึงการเปลี่ยนชื่อแบรนด์จากเบญจพรมาเป็น ‘ฟองฟอง’ เพื่อให้เข้าถึงง่ายและดูทันสมัยขึ้น” ศิริชัยย้อนเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่คือการย้ายกลุ่มลูกค้า จากตลาดแมสที่เน้นราคา ไปสู่ตลาดที่มองเห็น “คุณค่า” ในตัวสินค้าอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดนี้จะช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นได้ดี จนสามารถขยายตลาดเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Tops Supermarket, Lemon Farm และ Golden Place แต่แบรนด์ฟองฟอง ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบเรื่องผลกำไรและคู่แข่งที่เริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาด

“เราเจอปัญหาเรื่อง Gap Margin เพราะตอนนั้นยังขาดประสบการณ์ ไปตั้งราคาหน้าโรงงาน (Exworks) โดยที่ไม่ได้เผื่อค่าการตลาด (Marketing Cost) เอาไว้ พอถึงเวลาที่ตัวแทนจำหน่ายต้องทำการตลาดเพื่อสู้กับคู่แข่ง เราก็ไม่มีงบสนับสนุนตรงนั้น ในที่สุดเราจึงตัดสินใจซื้อพอร์ตคืนจาก Agent และกลับมาประเมินธุรกิจแบบ 360 องศาเพื่อหาทางออกใหม่”

การประเมินตัวเองอย่างถ่องแท้ครั้งนี้ ทำให้ศิริชัยค้นพบว่าจุดแข็งที่แท้จริงของครอบครัวคือ “ฟองเต้าหู้” เขาจึงตัดสินใจแตกไลน์ผลิตภัณฑ์จากน้ำเต้าหู้มาสู่ฟองเต้าหู้สด ซึ่งกลายเป็น “New S-Curve” ที่เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง

ทลาย Pain Point ด้วยนวัตกรรม ฟองเต้าหู้สดเจ้าแรกในไทย

ในอดีต ภาพจำของฟองเต้าหู้สำหรับคนทั่วไปมักจำกัดอยู่เพียงแบบแห้ง ซึ่งมีอุปสรรคสำคัญในการใช้งานนั่นคือ “เวลา” เพราะต้องนำไปแช่น้ำนานกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะนำมาปรุงอาหารได้ ศิริชัยจึงนำนวัตกรรมการแช่เยือกแข็ง (Frozen) มาใช้เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงความอร่อยได้ง่ายๆ

“เราเป็นฟองเต้าหู้สดเจ้าแรกในประเทศไทยที่ทำแบบนี้ จุดเด่นที่เป็นหัวใจของเราเลยคือความเป็นฟองเต้าหู้สดแท้ที่ไม่ใส่สารเสริมหรือสารกันเสีย และที่สำคัญคือกระบวนการผลิตของเรายังคงสืบทอดเทคนิคจากรุ่นอากงอาม่ามานานเกือบ 90 ปี เราใช้ระบบไอน้ำแทนการใช้แก๊ส ทำให้ฟองเต้าหู้มีกลิ่นหอมธรรมชาติของถั่วเหลืองแท้ๆ ไม่มีกลิ่นไหม้หรือ Overcooked แบบการต้มทั่วไป

“นอกจากนี้เรายังนำเทคโนโลยี IQF (Individual Quick Freezing) มาใช้เพื่อให้ลูกค้าหยิบใช้แค่ไหนก็ได้ตามต้องการ สะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนมาก ซึ่งผลลัพธ์คือการตอบรับที่พุ่งสูงเกินคาด และกลายเป็น New S-Curve ครั้งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด”

จากสินค้าที่เป็นเพียงวัตถุดิบพื้นฐาน ฟองเต้าหู้ถูกยกระดับให้กลายเป็น “Convenience Food” ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง จนขยายฐานเข้าสู่ Hypermarket อย่าง Makro และ Lotus รวมถึงกลุ่ม Food Service ในร้านอาหารเชนใหญ่ และร้าน Vegan Premium ที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูง โดยศิริชัยยึดถือความสะดวกของผู้บริโภค เป็นแก่นความคิดในการพัฒนาสินค้า

“โจทย์ของผมมีคำเดียวสั้นๆ คือความสะดวก ทำยังไงให้ลูกค้าสามารถหยิบใส่ปากทานได้ทันที หาซื้อได้ง่าย พกพาไปได้ทุกที่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่มีเนื้อสัตว์ 100% สิ่งนี้เปรียบเสมือนแก่นในการทำงานที่ส่งต่อมาจากหม่าม้า เพราะท่านไม่ทานเนื้อสัตว์มาเกือบ 30 ปีแล้ว เราจึงตั้งมั่นที่จะทำสินค้าสุขภาพที่ไม่ได้มีดีแค่ประโยชน์ แต่ต้องอร่อยและทานง่ายจริงๆ”

ปัจจุบัน แบรนด์ฟองฟองได้แบ่งสัดส่วนการตลาดอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) และกลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) โดยเฉพาะในกลุ่ม B2B ที่ศิริชัยมองเห็นช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครก้าวเข้าไปเล่น จนกลายเป็นสินค้า Signature ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้

“ถ้าถามถึงโปรดักต์ที่ได้รับความนิยมมากตอนนี้จะเป็น ‘ฟองเต้าหู้เส้น’ เรานำฟองเต้าหู้มาหั่นให้เป็นเหมือนเส้นพาสต้า ซึ่งพอถูกนำไปปรุงอาหารแล้วจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมาก และตอนนี้ยังไม่มีที่ไหนทำขายในลักษณะนี้ เพราะเราเน้นส่งให้กลุ่ม B2B เป็นหลัก เพื่อสร้างทางเลือกที่แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งกลุ่มที่ Success มากตอนนี้คือร้านอาหาร Vegan และ Vegan Premium ที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงไปชูโรงในเมนู ในขณะที่ฝั่ง B2C เรายังคงรักษาฐานลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นความดื่มง่ายและทานง่ายเป็นหลัก โดยมีน้ำเต้าหู้เป็นตัวชูโรง จุดเด่นคือความหอมธรรมชาติและมีเนื้อฟองเต้าหู้สดให้ได้เคี้ยวเพลินๆ แตกต่างจากแบรนด์อื่นในท้องตลาด นอกจากนี้ยังมีฟองเต้าหู้แบบแห้งและแบบแผ่นวางขายควบคู่กันไป เพื่อให้ตอบโจทย์การทำอาหารที่หลากหลายของผู้บริโภค”

ธุรกิจครอบครัว ความยากคือการเปลี่ยน ‘ความคิด’

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของธุรกิจครอบครัวคือ “ช่องว่างระหว่างวัย” สำหรับศิริชัยในช่วงเริ่มต้น เขาเลือกใช้วิธีที่ประนีประนอมแต่ทรงพลัง นั่นคือการใช้ “ข้อมูล” และ “ที่ปรึกษาคนนอก” เป็นตัวช่วยสื่อสาร

“ความยากที่สุดคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนในองค์กร ผมไม่อยากมีปัญหากับพ่อแม่ ดังนั้นเทคนิคก็คือการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยพูดในสิ่งที่เราคิด ให้คนนอกเป็นคนพิสูจน์ให้เห็นผ่านข้อมูล เพราะธุรกิจก็เหมือนมนุษย์ ถ้าเราไม่ตรวจสุขภาพเราก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไร ผมพยายามใช้ความรู้สึกให้น้อยลง และใช้ข้อมูลให้มากขึ้น ซึ่งช่วงหลังผมได้ศึกษาธรรมะด้วย ทำให้เรานิ่งขึ้น เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ มากขึ้น”

สำหรับเป้าหมายของฟองฟองในอีก 1-5 ปีข้างหน้านั้น ศิริชัยวางแผนขยายกำลังการผลิตให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อมุ่งเน้นการส่งออก โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้อง (Ambient temperature) เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องการขนส่งแบบแช่เย็น และในอีก 5 ปีข้างหน้า ผมตั้งเป้าที่จะพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์”

พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจาก NIA เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ “สะดวกยิ่งขึ้น” และรองรับตลาดส่งออกได้อย่างเต็มตัว

ในฐานะทายาทธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ศิริชัยทิ้งท้ายบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ SME ว่า บางครั้งโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อาจอยู่ใกล้ตัวจนเรามองข้ามไป

“หลายคนชอบมองว่าของที่ตัวเองมีอยู่ไม่มีมูลค่า แต่คนนอกอาจจะมองว่าเป็น Story ที่น่าสนใจ อย่างโรงงานฟองเต้าหู้ 89 ปีของเรา คนนอกมองเข้ามาเห็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดตอบโจทย์ยุคสมัยนี้ เรื่องเหล่านี้เหมือนเส้นผมบังภูเขาที่เราชินตาจนไม่เห็น Pain Point ผมอยากให้ลองมองธุรกิจตัวเองแบบ 360 องศา ทั้งมุม Inside Out และ Outside In บางครั้งแค่เราเปลี่ยนเสื้อ เปลี่ยนทรงผมใหม่ สินค้าเดิมๆ ก็ดูมี Value ขึ้นมาทันที” ศิริชัย กล่าวในตอนท้าย

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...