โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

FETCO เตือนนักลงทุนรับมือมรสุมโลกขัดแย้ง ชี้ "ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

Thairath Money

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

แม้ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มเห็นแรงฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังบรรยากาศลงทุนที่ดูคึกคักขึ้น กลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากเกมอำนาจของโลก โดยเฉพาะจากชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงทุกสินทรัพย์ ทั้งหุ้น น้ำมัน ทองคำ ไปจนถึงค่าเงิน

นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญยุคที่ “ข่าวการเมือง” มีอิทธิพลต่อตลาดไม่แพ้ตัวเลขเศรษฐกิจ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้า กลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ตลาดแกว่งแรงได้ภายในข้ามคืน

ในจังหวะที่หลายฝ่ายยังจับตาทิศทางเงินทุนต่างชาติและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ออกมาสะท้อนภาพชัดว่า “ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” พร้อมเตือนให้นักลงทุนเตรียมรับมือโลกการลงทุนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและความผันผวนที่เกิดขึ้น

FETCO ชี้ สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนไป

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสภาวะการลงทุนในปัจจุบันว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว วันแห่งการลงทุนในตลาดด้วยความสบายใจได้จบลง ภาพของโลกการลงทุนขณะนี้เปรียบเสมือน "มรสุม" ที่ความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

โดยบางครั้งไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เงินทุนไหลเข้า หรือกราฟเทคนิคอย่างที่เคยวิเคราะห์กันมา แต่วิกฤติสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน

นี่คืออาการของตลาดทุนในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคลื่นลม นักลงทุนต้องกลับมาประเมินความเข้มแข็งของตนเองว่าสามารถบริหารจัดการพอร์ตและรับความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด เพราะนับจากนี้ ตลาดหุ้น ทองคำ และน้ำมัน จะเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

ดร.กอบศักดิ์ ประเมินว่าความผันผวนรุนแรงนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง โดยมีปัจจัยทางการเมืองสหรัฐฯ และการดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเร่ง นำไปสู่ความขัดแย้งของมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น รวมไปถึงจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ เช่น อิหร่าน คิวบา และกรีนแลนด์ เป็นต้น

ความขัดแย้งในยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่มุมเดียว แต่เป็นมิติที่ทับซ้อนกัน และกระทบหลายด้าน ประกอบด้วย 5 มิติหลัก ได้แก่ สงครามการค้า, สงครามเทคโนโลยี, สงครามการเงิน, สงครามการทูตและแยกข้าง และสงครามการทหาร เป็นต้น

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน “ทรงตัว” แต่มีสัญญาณฟื้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนเมษายน 2569 ภาพรวมดัชนีอยู่ที่ระดับ 114.16 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว (Neutral)" แต่ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นและเป็นการดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาหลังจากที่ตกลงไปในเดือนก่อนหน้า

โดยปัจจัยหนุนตลาดทุนมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง เป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด รวมถึงตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งสะท้อนภาพรวมที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยฉุดตลาดปัจจุบัน คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด รวมถึงความกังวลเรื่องสงครามการค้าและวินัยการคลัง

อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งรายย่อย พอร์ตโบรกเกอร์ และโดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่กลับมามีความเชื่อมั่นในตลาดไทยมากขึ้น ยกเว้นกลุ่มสถาบัน

หมวดที่นักลงทุนโหวตว่าน่าสนใจที่สุดคือ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหมวดที่ไม่น่าสนใจที่สุดคือ แฟชั่น (FASHION) เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาตีตลาดของสินค้าจากประเทศจีน

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ดีจนทะลุ 1,500 จุดได้แข็งแกร่งกว่ารอบก่อน โดยเฉพาะการเมืองในประเทศเริ่มนิ่ง และได้รับอานิสงส์จากเงินทุนในอาเซียนที่ย้ายฐานมาจากตลาดทุนอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีขนาดใหญ่อย่าง SET50, SET100 และ SETESG จะยังคงดูดี แต่ดัชนี mai ยังไม่กระเตื้อง เนื่องจากกลุ่ม SME ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะเศรษฐกิจและการรุกคืบของสินค้าจีน

สำหรับการมองหาโอกาสการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน กลุ่มที่ยังมีความน่าสนใจและสามารถเลือกลงทุนได้ ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น อย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรดูดีขึ้น

ถัดมาคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงมีพื้นฐานปลอดภัยและสามารถทยอยสะสมได้ และสุดท้ายคือ กลุ่มที่เติบโตตามเมกะเทรนด์ อย่างอุตสาหกรรม AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนจริง ใช้งานจริง และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี บริษัทที่เคยชนะอาจไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป กลยุทธ์สำคัญในตอนนี้คือต้องเลือกลงทุนเฉพาะในบริษัทที่เรารู้จักพื้นฐานเป็นอย่างดี มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และปรับตัวสู้กับคู่แข่งใหม่ๆ ได้จริง และอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงไปหาโอกาสเติบโตในหุ้นต่างประเทศผ่านการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ร่วมด้วย

เปิดแผนกระตุ้นตลาดทุนไทย เตรียมเสนอรัฐบาล มิ.ย.นี้

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการและข้อเสนอของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อกระตุ้นและยกระดับตลาดทุนไทยนั้น ทาง FETCO ได้ระดมสมองร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อจัดทำข้อเสนอหลักออกมาเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องการผลักดัน ดังนี้

1. การผลักดัน TISA (Thai Individual Savings Account) คือการสร้างบัญชีส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณให้กับคนไทยอีกด้วย

2. โครงการ BOI to IPO เป็นการต่อยอดให้บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อยู่แล้ว ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุน (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและเพิ่มบริษัทที่มีคุณภาพเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

3. การสร้างกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังขาดแคลนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัลขนาดใหญ่ จึงมีเป้าหมายที่จะดึงบริษัทกลุ่มนี้เข้ามาในตลาดให้มากขึ้น

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : FETCO เตือนนักลงทุนรับมือมรสุมโลกขัดแย้ง ชี้ "ตลาดทุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...