โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบายแก้ฝุ่นควันไฟไทย ห้ามเผาก็ไม่ใช่-ชิงเผาก็ไม่เชิง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผ่านมาเกินค่อนทางแล้วสำหรับฤดูมลพิษฝุ่นควันที่เริ่มเมื่อปลายปีทางกรุงเทพฯ ภาคอีสาน แล้วค่อยมาถึงภาคเหนือตั้งแต่ราวกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤติหนักสุด แรงสุด และยาวนานที่สุด มาโดยตลอด ปีนี้โชคดีมีฝนช่วย 2 ระลอกใหญ่ ประกอบกับหน่วยงานยกระดับแก้ปัญหาการป้องกันไฟในป่าอนุรักษ์ได้ค่อนข้างดี

แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดสี่เดือนมานี้ ก็ยังมีไฟที่โล่งในภาคเกษตรและในป่า บางพื้นที่เช่นป่าโซนกลางภาคเหนือรอยต่อแพร่-ลำปาง และรอยต่อเชียงใหม่-ลำพูน เขตดอยเต่า บ้านโฮ่ง มีไฟป่าเกิดต่อเนื่องยาวนานนับเดือน สะท้อนว่าปฏิบัติการดับไฟพื้นที่ใหญ่ยังต้องการยกระดับประสิทธิภาพอยู่อีก

ปีนี้อานิสงค์ต่อเนื่องจากลานีญ่ามีฝนระหว่างปีมาก ป่าชื้น แล้วยังทิ้งทวนให้ฝนกลางมีนาคมอีกดอก แต่ปีหน้าที่คาดว่าจะเข้าเอลนิโย่ความแห้งแล้ง เป็นความเสี่ยงที่รู้ล่วงหน้าจะต้องวางแผนรับมือแต่เนิ่น อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ที่ปรากฏปัจจุบัน รัฐไทยยังมีปัญหาเชิงระบบความไม่ชัดเจนของนโยบาย และมาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควัน PM2.5

ห้ามเผาเด็ดขาด VS ชิงเผา รัฐสั่งการไม่เด็ดขาด แก้ปัญหาฝุ่นควันล่าช้า

สามารถกล่าวได้ว่ารัฐบาลไทยยังไม่ชัดเจนในแผนปฏิบัติการ แนวทาง มาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันมาโดยตลอด นับแต่มีแผนมาตรการตามวาระแห่งชาติ (2562-2566) หน่วยปฏิบัติแต่ละกระทรวงไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ มีความขัดแย้งในรายละเอียดระหว่างหน่วยเจ้าของปัญหากับหน่วยวางแผน

สำหรับมาตรการพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาการเผาที่โล่ง อันเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษใหญ่ ซึ่งมีข้อถกเถียงระหว่าง "วิธีการห้ามเผาเด็ดขาด" กับ "การยอมให้มีการบริหารเชื้อเพลิง (ชิงเผา)" มาตั้งแต่ราวปี 2564 จนปัจจุบันก็ยังเป็นข้อถกเถียงที่หาข้อยุติไม่ได้ เกิดเป็นวาทกรรม zero burning (ห้ามเด็ดขาด) กับ fire management (เปิดให้เผาได้บ้าง) แบบไหนจะนำไปสู่ทางออกจากปัญหาได้จริง

รัฐบาล โดยมติ ครม. ก็ยังสับสนกับแนวทางที่ว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2567 คณะรัฐมนตรีชุดแพรทองธาร ชินวัตร ได้อนุมัติ “ มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568” ที่เสนอโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีเนื้อหาบางส่วนให้เกษตรกรลงทะเบียนเพื่อใช้ไฟเผาวัสดุเกษตร และให้หน่วยงานรัฐการบริหารเชื้อเพลิงในป่าได้

แต่อย่างไรก็ตาม แผนมาตรการตามมติ ครม. ที่ว่า ถูกสั่งเปลี่ยนแปลงวิธีการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดย รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีระกูล แสดงบทบาทเป็นจอมทัพแก้ฝุ่นควันแทน รองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่กำกับงานสิ่งแวดล้อม และสั่งการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดห้ามมีการเผาเด็ดขาด

แม้กระทั่งการชิงเผาของหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคสนามต้องปรับแผน ในปีนั้นบางจังหวัดยังพยายามประนีประนอมแนวทางชิงเผากับห้ามเด็ดขาด เช่น แม่ฮ่องสอน ที่ชาวบ้านยากจนต้องใช้ไฟทำไร่ก็ยังเปิดให้ใช้ไฟได้ในภาคเกษตร แล้วก็ห้ามการใช้ไฟชิงเผาภาครัฐทั้งหมด ยกเว้นแปลงรอยต่อพรมแดนที่ต้องชิงเผาเพื่อชนไฟข้ามแดน ขณะที่เชียงใหม่ห้ามการชิงเผาจัดการไฟทุกแปลง ทั้งรัฐและราษฎร

"ไฟจำเป็น" เผาป่าเพื่อหาของป่า ที่แท้ก็แค่วาทกรรม?

ในปีนั้นมี NGO ที่สนับสนุนการชิงเผา ออกมาแถลงข่าวไม่เห็นด้วย ต้องการให้จังหวัดอนุญาตใช้ไฟได้ต่อ เกิดมีวาทกรรมทำนองว่า แนวทาง zero burning ที่รัฐใช้ก็ยังห้ามไฟไม่ได้ ควรต้องใช้แนวทาง fire management ยอมให้เผาได้ดีกว่า

จนกระทั่งถึงฤดูไฟปี 2569 วิวาทะว่าด้วยจะเอาแบบไหนดีระหว่าง zero burning กับ fire management ก็ยังเป็นปัญหาในการเขียนนโยบาย หน่วยงานป่าไม้อุทยานฯ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ผลักดันให้เขียนในแผนปี 2569 ให้สามารถใช้ไฟชิงเผาบริหารเชื้อเพลิงได้

เขาอยากให้เขียนไว้ในเอกสารเสนอ ครม. เพื่อให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน เพราะปีก่อนหน้ามหาดไทยซึ่งคุมผู้ว่าซิงเกิ้ลคอมมานด์มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ปภ. เผชิญเหตุใหญ่ที่สุดในภาคสนามสั่งห้าม ปีนี้ขอมีหลังพิงเป็นมติ ครม.ที่ชัดเจน ปรากฏว่ากว่ารัฐบาลรักษาการณ์จะผ่านแผนปี 2569 เป็น มติ ครม. ออกมาต้องรอกระทั่งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เข้าสู่ฤดูไฟเต็มตัว

วาทกรรมประเทศไทยมีนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด zero burning ที่ชาวบ้านต้องการใช้ไฟ สื่อ ภาควิชาการบางส่วน และ NGO ใช้เป็นประเด็นรณรงค์เพื่อให้ชาวบ้านเผาเกษตร และเสนอให้สามารถเผาป่าเพื่อหาของป่า (เห็ด-ผัก) ใช้คำว่า "เป็นไฟจำเป็น" ที่แท้มันก็แค่วาทกรรมเพื่อผลักดันรณรงค์แนวทางที่ตนต้องการ เพราะความเป็นจริงก็คือ รัฐบาลมีมติ ครม.รองรับแนวทางให้ใช้ไฟบริหารเชื้อเพลิงเป็นหลักประกันต่อเนื่องหลายปี หน่วยงานของรัฐคือ กรมป่าไม้ และ กรมอุทยานฯ ใช้ไฟในป่าเพื่อชิงเผามาโดยตลอด เพียงแต่มักจะไม่แจ้งเข้าสู่ระบบทางการ หรือ ไม่เปิดเผยประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง

สถานะที่แท้จริงเชิงนโยบายก็คือ รัฐไทยยอมให้ใช้ไฟชิงเผา ปรากฏในเอกสารนโยบาย ผ่านมติ ครม. แต่ก็เหนียมอายไม่เปิดเผยทางการประชาสัมพันธ์ กลับเน้นย้ำขีดเส้นที่คำสั่งจากปาก “ห้ามเผาเด็ดขาด” เพราะได้รับความนิยมจากประชาชนวงกว้างมากกว่า

ปัญหาที่แท้จริงของนโยบาย-มาตรการ อยู่ที่ความกระมิดกระเมี้ยน เหนียมอาย ทางหนึ่งใช้ไฟ แต่อีกทางไม่กล้าเปิดเผยว่าใช้ไฟ อาจจะเกรงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วย เกรงจะเสียคะแนนนิยม หรืออาจจะมาจากเหตุผลที่ไม่เชื่อว่าการปล่อยให้ชิงเผาแล้วจะเกิดผลดี

รัฐไทยไม่ได้มีนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด อย่างที่ตราหน้าไว้

ประเด็นความไม่เชื่อถือการชิงเผาในแวดวงราชการด้วยกันมีอยู่จริง แวดวงนักปกครองกระทรวงมหาดไทยที่ไม่เชื่อมั่นแนวทางชิงเผาเพราะหลายปีก่อนหน้า การชิงเผาของรัฐมีลาม มีหลุด ก่อเป็นไฟป่าไหม้ลามใหญ่ก็มีมาก หน่วยงานของรัฐตั้งงบประมาณเพื่อบริหารเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า แล้วค่อยหาแปลงที่เหมาะสมสำหรับเผาภายหลัง โดยบางครั้งก็จ้างเหมาเอกชนภายนอกที่ไม่ได้มีประสบการณ์จริง รับงานแล้วค่อยจ้างกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เป็นทอดๆ

แต่กระทรวงมหาดไทยเองก็ใช้วิธีชิงเผาเป็นเครื่องมือเช่นกัน คำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดแต่ละจังหวัดทางภาคเหนือ มีกำหนดระยะเวลาเอาไว้ แปลแบบศรีธนนไชยเป็นที่รู้กันว่า ชาวบ้านสามารถเผาได้ในห้วงเวลาก่อนกำหนดวันห้ามเด็ดขาด โดยมีการแนะนำให้เผาหลบดาวเทียมช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่านไปแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเป็นจุดความร้อนเป็นสถิติบันทึกไว้ … ซึ่งวิธีการนี้ก็คือ fire management ชนิดหนึ่งนั่นเอง

เช่นเดียวกับกระทรวงเกษตรฯ ที่แม้มีประกาศห้ามเผาเด็ดขาดมิฉะนั้นจะมีการลงโทษไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ แต่ก็เปิดช่องช่วงเวลาก่อน-หลังประกาศ ให้ตีความกันเองว่าสามารถเผาได้ การที่ภาคเกษตรหลิ่วตาให้เผาได้ ก็หมายถึงกระทรวงเกษตรไทยไม่ได้เข้มงวดกับนโยบาย zero burning ภาคเกษตร

โดยสรุป รัฐไทยไม่ได้มีนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดอย่างที่มีวาทกรรมตราหน้าไว้ เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ป่าอนุรักษ์ ล้วนแต่มีกิจกรรมต้องใช้ไฟในฤดูวิกฤตฝุ่นควันกันถ้วนหน้า ด้วยทางใดทางหนึ่ง ทั้งแบบแอบๆ แบบหลิ่วตา และแบบตั้งงบประมาณ

ในขณะเดียวกันปฏิบัติการบริหารจัดการไฟ หรือ Fire Management ที่เป็นอยู่ในประเทศเราก็ไม่ได้เข้าข่ายบริหารจัดการตามนิยามที่แท้จริง แม้จะมีแอพพลิเคชั่น อย่าง Burn Check หรือ FireD ออกมาเป็นเครื่องมือก็ตาม ด้วยเพราะระบบบริหารไฟของไทย ยังไม่เปิดเผย โปร่งใส ไม่บอกกล่าวผู้รับผลกระทบล่วงหน้า ไม่มีสถิติย้อนหลัง

การชิงเผาป่าของหน่วยงานป่าไม้ส่วนใหญ่ทำกันเองในป่า จนเกิดเป็นเสียงวิจารณ์จากชาวบ้านว่าพวกป่าไม้เผาเอางบ ด้วยเพราะเขาเห็นว่า จนท.ป่าไม้ เป็นผู้จุดไฟเอง การบริหารไฟภาคเกษตรแบบที่หลิ่วตาก็ไม่เป็นตามธรรมาภิบาล ไม่ลงระบบ ไม่แจ้งประชาชนคนดมควัน นี่ก็ไม่ใช้การบริหารที่ดี

โดยสรุปสุดท้าย นโยบายและมาตรการของรัฐไทยในปัญหาการใช้ไฟยังมีความสับสนอลหม่านเอาอย่างไรกันแน่ มาหลายปีแล้วจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเข้าข่าย ชิงเผาไม่ใช่-บริหารไฟไม่เชิง อยู่เหมือนเดิม

……………………………………

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...