โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไทยยืนหนึ่ง! ส่งออกทุเรียนไปจีน พุ่ง 1.8 ล้านตัน "หมอนทอง" ยังครองใจ

Amarin TV

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไทยยืนหนึ่ง! มูลค่าส่งออกทุเรียน จีนโชว์ตัวเลขนำเข้าปี 68 พุ่ง 1.8 ล้านตัน

ไทยยืนหนึ่ง! มูลค่าส่งออกทุเรียน จีนโชว์ตัวเลขนำเข้าปี 68 พุ่ง 1.8 ล้านตัน "หมอนทอง" ยังครองใจลูกค้าเกรดพรีเมียม ผู้บริโภคทะลุ 100 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 12 พ.ค. (ซินหัว) ในช่วงวันหยุดแรงงานที่ผ่านมา บรรยากาศที่ศูนย์โลจิสติกส์ผลไม้ในเมืองผิงเสียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับด่านโหย่วอี้อัน ประตูสำคัญสำหรับผลผลิตจากอาเซียน เต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยวและพ่อค้าส่งต่างพากันมาเลือกซื้อทุเรียนที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งดึงดูดใจด้วยรสชาติที่สดใหม่และราคาที่ยากจะปฏิเสธได้

ผู้ประกอบการแผงค้าในท้องถิ่นรายหนึ่งกล่าวว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศชายแดน และเลือกซื้อทุเรียนกลับไปเป็นของฝากสุดพิเศษ

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ระบุว่า สิ่งนี้เป็นมากกว่าความนิยมตามฤดูกาล แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผู้บริโภคชาวจีนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทั้งในเรื่องสายพันธุ์ ความสุก และเนื้อสัมผัส ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนจากการตั้งราคาแบบราคาเดียว มาเป็นการตั้งราคาตามระดับคุณภาพของผลไม้แทน

ในปี 2025 จีนนำเข้าทุเรียนสดมากเป็นประวัติการณ์ที่ 1.868 ล้านตัน แม้ว่าเวียดนามจะครองส่วนแบ่งการตลาดในแง่ของปริมาณได้ถึงร้อยละ 51 แต่ไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำในด้านมูลค่ารวม โดยได้รับแรงหนุนจากชื่อเสียงของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและความสม่ำเสมอของคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่กำลังสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ในเมืองรอง ส่งผลให้ผู้ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

นิติ ประทุมวงษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ของสถานกงสุลใหญ่ไทยในนครหนานหนิง กล่าวว่า ความได้เปรียบของไทยอยู่ที่ประสบการณ์ปลูกและการส่งออกที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การควบคุมคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในสากล และระบบโลจิสติกส์ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดจีนโดยเฉพาะ

“ทางการไทยบังคับใช้แนวทางการเกษตรที่ดีตั้งแต่ในไร่ไปจนถึงท่าเรือ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจีน เพื่อรับประกันการตรวจสอบย้อนกลับไปและเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลง”

ด้านหวงเหม่ยเสีย (Huang Meixia) จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ระบุว่า ปัจจุบันผู้ส่งออกไทยมีการจัดเกรดทุเรียนเป็นเกรดเอ บี และซี โดยทุเรียนเกรดเอซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีพูที่เต็มสมบูรณ์ 4-5 พู เป็นที่ต้องการมากที่สุดในตลาด โดยปัจจุบันทั้งเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรหน้าใหม่ ต่างหันมาลงทุนในระบบฟาร์มมาตรฐานและเทคโนโลยี เพื่อรักษาคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตทุเรียนที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง โดยมีการจัดตั้ง “หมู่บ้านทุเรียน” จำนวน 240 แห่ง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการเฝ้าติดตามสวนผลไม้แบบเรียลไทม์

เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทุเรียนแช่แข็งตู้คอนเทนเนอร์แรกจากอินโดนีเซียได้เดินทางถึงท่าเรือชินโจวในกว่างซี ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าอินโดนีเซียตั้งเป้าจะช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดจีนที่มีมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.59 แสนล้านบาท) ต่อปี

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการค้าที่กำลังเฟื่องฟูนี้คือเครือข่ายโลจิสติกส์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทุเรียนไทยสามารถส่งถึงนครคุนหมิงในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผ่านทางรถไฟจีน-ลาว โดยใช้เวลาเพียง 26 ชั่วโมงเท่านั้น และในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ความถี่ของขบวนรถจะเพิ่มขึ้นจาก 2 เที่ยวเป็น 6 เที่ยวต่อวัน เพื่อส่งต่อทุเรียนไปยังเมืองต่างๆ ในจีนกว่า 30 แห่งภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง

ประธานบริษัทจัดการห่วงโซ่อุปทานแห่งหนึ่งในกวางซีกล่าวว่า ปัจจุบันมีทุเรียนให้กินได้เกือบตลอดทั้งปีแล้ว เนื่องจากความต้องการทุเรียนเริ่มมีความเสถียรมากขึ้น

เขามองว่า ตลาดทุเรียนในจีนยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก เนื่องจากจำนวนผู้บริโภคได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหลักสิบล้านคนเป็นมากกว่า 100 ล้านคนแล้วในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเชื่อว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทานทุเรียน ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ ซึ่งแนวโน้มในระยะยาวนั้นมีทิศทางที่ดีอย่างยิ่ง และยังเป็นสัญญาณของการขับเคลื่อนการค้าทุเรียนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...