ความย้อนแย้งของรัฐไทย: AI เก็บภาษีระดับโลก แต่ AI ปราบโกงระดับอนุบาล กับทางเลือกที่รัฐแกล้งมองข้าม
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่รัฐบาลไทยสามารถเนรมิตเทคโนโลยี AI ชั้นเลิศมาใช้ในการรีดภาษีจากกระเป๋าประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพจนน่าขนลุก ระบบใหม่ที่กำลังจะเข้าสภาในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการสแกนโซเชียลมีเดียเพื่อหาแม่ค้าออนไลน์ การตรวจสอบเส้นทางเงินข้ามชาติ หรือการอัปเกรด VAT เป็น 10% พร้อมระบบตรวจจับแบบเรียลไทม์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ถ้าจะทำ รัฐไทยทำได้และทำเก่งมาก"
แต่ทว่า เมื่อพลิกไปดูอีกด้านอย่างการปราบปรามคอร์รัปชัน เทคโนโลยีที่รัฐเลือกใช้กลับดูเหมือนจะหยุดชะงักอยู่ที่ยุคกระดาษ หรืออย่างมากก็แค่การทำฐานข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงยากและตรวจสอบไม่ได้จริง ทั้งที่มีงบประมาณมหาศาลรั่วไหลไปกับการทุจริตสูงถึง 300,000 - 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 8-14% ของงบประมาณแผ่นดิน คำถามคือทำไมรัฐถึง "เก่งเฉพาะเรื่องได้" แต่ "แกล้งโง่เรื่องเสีย" ในวันที่เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนลำบาก แต่กลับปล่อยให้มีเรื่องฉาวรายวัน รายชั่วโมง โดยไม่เห็นความคืบหน้าในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง แม้กระทั่งองค์กรอิสระหรือหน่วยงานปราบปรามอย่าง ป.ป.ช., DSI หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ยังมีข่าวคราวเรื่องการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจมิชอบเสียเอง
หากรัฐบาลมีความจริงใจในการบริหารประเทศ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรื้อกฎหมายภาษีเพื่อดึงเงินจากประชาชน แต่คือการอุดรูรั่วของถังงบประมาณด้วยเทคโนโลยีที่จัดการคอร์รัปชันได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยแบ่งระดับการจัดการตามรูปแบบการทุจริตดังนี้
ขั้นแรก การจัดการคอร์รัปชันระดับฐานราก (Retail Corruption)
การโกงขนาดเล็กที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เคสร้านอาหารที่นครพนมที่ข้าราชการพยายามบังคับให้แม่ค้าอัปราคาใบเสร็จเพื่อเอาส่วนต่าง หรือการเบิกจ่ายงบสัมมนาผี
* ระบบ POS เชื่อมต่อส่วนกลางแบบ Real-time: ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่รับงานภาครัฐ ต้องใช้ระบบบันทึกการขายที่เชื่อมข้อมูลเข้ากับฐานข้อมูลตรวจสอบของรัฐโดยตรงทันทีที่มีการสั่งซื้อ (IoT) ทำให้ไม่สามารถแก้ไขตัวเลขย้อนหลังหรือปั้นใบเสร็จใหม่เพื่อเรียกรับส่วนต่างได้
* AI Computer Vision ตรวจสอบหลักฐาน: ใช้ AI วิเคราะห์รูปถ่ายอาหารหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงเทียบกับบิลที่เบิก หากปริมาณอาหารในภาพไม่สอดคล้องกับราคาที่เคลม หรือจำนวนคนในงานสัมมนาไม่ครบตามที่ระบุ ระบบจะระงับการจ่ายเงินทันทีเพื่อป้องกันการทุจริตรายย่อย
ขั้นที่สอง การจัดการคอร์รัปชันระดับโครงสร้าง (Mega Projects)
การโกงขนาดใหญ่ที่ทำให้ประเทศสูญเสียมหาศาล เช่น การล็อกสเปก TOR หรือการตรวจรับงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน
* การใช้ External Benchmarking และ AI อัจฉริยะ: ราคากลางต้องไม่เกิดจากการอ้างอิงบริษัทพวกพ้อง แต่ต้องให้ AI ดึงข้อมูลราคาตลาดโลกมาเปรียบเทียบแบบเรียลไทม์ หากโครงการใดเสนอราคาสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย ระบบจะระงับและส่งเรื่องตรวจสอบอัตโนมัติก่อนเริ่มประมูล
* IoT และโดรนตรวจสอบหน้างาน: การตรวจรับงานก่อสร้างต้องใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนที่ติดตั้ง AI เพื่อวิเคราะห์ปริมาณวัสดุและความคืบหน้าจริงเทียบกับสัญญา รวมถึงการฝังเซนเซอร์ IoT ในโครงสร้างเพื่อส่งค่าคุณภาพวัสดุเข้าสู่ Blockchain โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านมือคนรายงาน เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดหรือการข่มขู่ผู้ประกอบการ
ขั้นที่สาม การตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงลึก (The Web of Corruption)
คอร์รัปชันในไทยมักมาในรูปแบบเครือข่ายพวกพ้องหรือนอมินี
* Graph Database วิเคราะห์โครงข่ายความสัมพันธ์: เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท และเส้นทางการโอนเงินย้อนหลัง หากบริษัทที่เข้าประมูลมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับคนเขียน TOR หรือมีประวัติการฮั้วประมูล AI จะดีดสัญลักษณ์เตือนทันที เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
* Zero-Knowledge Proofs (ZKP): นำมาใช้ในขั้นตอนประมูลเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการตัดสินยุติธรรม 100% โดยที่ไม่มีใครแอบดูข้อมูลคู่แข่งหรือแก้ไขคะแนนระหว่างทางได้ ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่เปิดเผยความลับทางการค้า
ขั้นที่สี่ การจ่ายเงินผ่าน Smart Contracts (Execution)
ปิดวงจรการเรียกรับสินบนในขั้นตอนสุดท้าย โดยการใช้ Smart Contracts ที่จะโอนเงินงบประมาณให้ผู้รับเหมาโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อเงื่อนไขในสัญญาทุกอย่างครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบจากระบบอัตโนมัติเท่านั้น การดึงเรื่องเพื่อเรียกเงินใต้โต๊ะจะทำไม่ได้อีกต่อไป
บทสรุปแห่งความย้อนแย้ง
ในวันที่รัฐบาลไทยพยายามทำตัวเป็นรัฐดิจิทัลที่ก้าวหน้าด้วยการใช้ AI ไล่บี้เก็บภาษีประชาชนทุกเม็ดเงิน แต่กลับทำตัวเป็นรัฐยุคหินในการปราบปรามคอร์รัปชัน มันแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่บิดเบี้ยว เทคโนโลยีปราบโกงมีอยู่จริงและทำได้จริงในวันนี้ แต่สิ่งที่ขาดไปคือความกล้าหาญทางการเมืองที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาติดตั้งเพื่อตรวจสอบตนเองและพวกพ้อง
หากรัฐสามารถลดการคอร์รัปชันลงได้เพียงครึ่งเดียว เราอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษี VAT หรือเก็บภาษีเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะเงินที่รั่วไหลไปนั้นมากพอจะพัฒนาประเทศได้มหาศาล ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องถามว่า "หยุดเพิ่มภาษี จนกว่าจะใช้ AI ปราบโกงให้ได้เท่ากับที่ใช้เก็บเงินเรา" เพราะถ้าเทคโนโลยีมีไว้เพื่อไล่ล่าประชาชนฝ่ายเดียว แต่มิได้มีไว้เพื่อสร้างความโปร่งใสให้รัฐบาล เทคโนโลยีนั้นก็เป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทางภาษีที่ปล่อยให้คนในเครื่องแบบทุจริตกันอย่างสนุกสนานบนกองน้ำตาของประชาชนเท่านั้นเอง