โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความย้อนแย้งของรัฐไทย: AI เก็บภาษีระดับโลก แต่ AI ปราบโกงระดับอนุบาล กับทางเลือกที่รัฐแกล้งมองข้าม

The Better

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 05.26 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 08.00 น. • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่รัฐบาลไทยสามารถเนรมิตเทคโนโลยี AI ชั้นเลิศมาใช้ในการรีดภาษีจากกระเป๋าประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพจนน่าขนลุก ระบบใหม่ที่กำลังจะเข้าสภาในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการสแกนโซเชียลมีเดียเพื่อหาแม่ค้าออนไลน์ การตรวจสอบเส้นทางเงินข้ามชาติ หรือการอัปเกรด VAT เป็น 10% พร้อมระบบตรวจจับแบบเรียลไทม์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ถ้าจะทำ รัฐไทยทำได้และทำเก่งมาก"

แต่ทว่า เมื่อพลิกไปดูอีกด้านอย่างการปราบปรามคอร์รัปชัน เทคโนโลยีที่รัฐเลือกใช้กลับดูเหมือนจะหยุดชะงักอยู่ที่ยุคกระดาษ หรืออย่างมากก็แค่การทำฐานข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงยากและตรวจสอบไม่ได้จริง ทั้งที่มีงบประมาณมหาศาลรั่วไหลไปกับการทุจริตสูงถึง 300,000 - 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 8-14% ของงบประมาณแผ่นดิน คำถามคือทำไมรัฐถึง "เก่งเฉพาะเรื่องได้" แต่ "แกล้งโง่เรื่องเสีย" ในวันที่เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนลำบาก แต่กลับปล่อยให้มีเรื่องฉาวรายวัน รายชั่วโมง โดยไม่เห็นความคืบหน้าในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง แม้กระทั่งองค์กรอิสระหรือหน่วยงานปราบปรามอย่าง ป.ป.ช., DSI หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ยังมีข่าวคราวเรื่องการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจมิชอบเสียเอง

หากรัฐบาลมีความจริงใจในการบริหารประเทศ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรื้อกฎหมายภาษีเพื่อดึงเงินจากประชาชน แต่คือการอุดรูรั่วของถังงบประมาณด้วยเทคโนโลยีที่จัดการคอร์รัปชันได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยแบ่งระดับการจัดการตามรูปแบบการทุจริตดังนี้

ขั้นแรก การจัดการคอร์รัปชันระดับฐานราก (Retail Corruption)

การโกงขนาดเล็กที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เคสร้านอาหารที่นครพนมที่ข้าราชการพยายามบังคับให้แม่ค้าอัปราคาใบเสร็จเพื่อเอาส่วนต่าง หรือการเบิกจ่ายงบสัมมนาผี
* ระบบ POS เชื่อมต่อส่วนกลางแบบ Real-time: ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่รับงานภาครัฐ ต้องใช้ระบบบันทึกการขายที่เชื่อมข้อมูลเข้ากับฐานข้อมูลตรวจสอบของรัฐโดยตรงทันทีที่มีการสั่งซื้อ (IoT) ทำให้ไม่สามารถแก้ไขตัวเลขย้อนหลังหรือปั้นใบเสร็จใหม่เพื่อเรียกรับส่วนต่างได้
* AI Computer Vision ตรวจสอบหลักฐาน: ใช้ AI วิเคราะห์รูปถ่ายอาหารหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงเทียบกับบิลที่เบิก หากปริมาณอาหารในภาพไม่สอดคล้องกับราคาที่เคลม หรือจำนวนคนในงานสัมมนาไม่ครบตามที่ระบุ ระบบจะระงับการจ่ายเงินทันทีเพื่อป้องกันการทุจริตรายย่อย

ขั้นที่สอง การจัดการคอร์รัปชันระดับโครงสร้าง (Mega Projects)

การโกงขนาดใหญ่ที่ทำให้ประเทศสูญเสียมหาศาล เช่น การล็อกสเปก TOR หรือการตรวจรับงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน
* การใช้ External Benchmarking และ AI อัจฉริยะ: ราคากลางต้องไม่เกิดจากการอ้างอิงบริษัทพวกพ้อง แต่ต้องให้ AI ดึงข้อมูลราคาตลาดโลกมาเปรียบเทียบแบบเรียลไทม์ หากโครงการใดเสนอราคาสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย ระบบจะระงับและส่งเรื่องตรวจสอบอัตโนมัติก่อนเริ่มประมูล
* IoT และโดรนตรวจสอบหน้างาน: การตรวจรับงานก่อสร้างต้องใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนที่ติดตั้ง AI เพื่อวิเคราะห์ปริมาณวัสดุและความคืบหน้าจริงเทียบกับสัญญา รวมถึงการฝังเซนเซอร์ IoT ในโครงสร้างเพื่อส่งค่าคุณภาพวัสดุเข้าสู่ Blockchain โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านมือคนรายงาน เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดหรือการข่มขู่ผู้ประกอบการ

ขั้นที่สาม การตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงลึก (The Web of Corruption)

คอร์รัปชันในไทยมักมาในรูปแบบเครือข่ายพวกพ้องหรือนอมินี
* Graph Database วิเคราะห์โครงข่ายความสัมพันธ์: เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท และเส้นทางการโอนเงินย้อนหลัง หากบริษัทที่เข้าประมูลมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับคนเขียน TOR หรือมีประวัติการฮั้วประมูล AI จะดีดสัญลักษณ์เตือนทันที เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
* Zero-Knowledge Proofs (ZKP): นำมาใช้ในขั้นตอนประมูลเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการตัดสินยุติธรรม 100% โดยที่ไม่มีใครแอบดูข้อมูลคู่แข่งหรือแก้ไขคะแนนระหว่างทางได้ ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่เปิดเผยความลับทางการค้า

ขั้นที่สี่ การจ่ายเงินผ่าน Smart Contracts (Execution)

ปิดวงจรการเรียกรับสินบนในขั้นตอนสุดท้าย โดยการใช้ Smart Contracts ที่จะโอนเงินงบประมาณให้ผู้รับเหมาโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อเงื่อนไขในสัญญาทุกอย่างครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบจากระบบอัตโนมัติเท่านั้น การดึงเรื่องเพื่อเรียกเงินใต้โต๊ะจะทำไม่ได้อีกต่อไป

บทสรุปแห่งความย้อนแย้ง

ในวันที่รัฐบาลไทยพยายามทำตัวเป็นรัฐดิจิทัลที่ก้าวหน้าด้วยการใช้ AI ไล่บี้เก็บภาษีประชาชนทุกเม็ดเงิน แต่กลับทำตัวเป็นรัฐยุคหินในการปราบปรามคอร์รัปชัน มันแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่บิดเบี้ยว เทคโนโลยีปราบโกงมีอยู่จริงและทำได้จริงในวันนี้ แต่สิ่งที่ขาดไปคือความกล้าหาญทางการเมืองที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาติดตั้งเพื่อตรวจสอบตนเองและพวกพ้อง
หากรัฐสามารถลดการคอร์รัปชันลงได้เพียงครึ่งเดียว เราอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษี VAT หรือเก็บภาษีเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะเงินที่รั่วไหลไปนั้นมากพอจะพัฒนาประเทศได้มหาศาล ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องถามว่า "หยุดเพิ่มภาษี จนกว่าจะใช้ AI ปราบโกงให้ได้เท่ากับที่ใช้เก็บเงินเรา" เพราะถ้าเทคโนโลยีมีไว้เพื่อไล่ล่าประชาชนฝ่ายเดียว แต่มิได้มีไว้เพื่อสร้างความโปร่งใสให้รัฐบาล เทคโนโลยีนั้นก็เป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทางภาษีที่ปล่อยให้คนในเครื่องแบบทุจริตกันอย่างสนุกสนานบนกองน้ำตาของประชาชนเท่านั้นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...