ออกแบบผังเมืองแบบ Mixed-Use หัวใจของคำตอบว่าทำไมยุโรปจึงครองแชมป์เมืองเดินเท้าได้มากที่สุดในโลก
แทบทุกครั้งที่นักผังเมืองทั่วโลกจัดอันดับเมืองที่เดินได้เดินดี คำตอบแทบทุกครั้งชี้ไปที่ยุโรป เพราะจาก 50 เมืองอันดับต้นๆ ของเมืองเดินได้ในโลก มีถึง 45 เมือง กระจายอยู่ในอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส นอร์เวย์ เยอรมนี และอังกฤษ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอยู่ที่ 3 ปัจจัยหลักร่วมกัน ได้แก่ ประวัติศาสตร์ การผังเมือง และแนวนโยบาย
เมืองที่สร้างมาก่อนรถยนต์จะถูกประดิษฐ์
หากสังเกตจะพบว่าเมืองในยุโรปเดินได้และเมืองในอเมริกาโดยทั่วไปเดินไม่ได้ เพราะเมืองส่วนใหญ่ในยุโรปถูกสร้างและออกแบบก่อนที่รถยนต์จะถูกประดิษฐ์ขึ้น ถนนคดเคี้ยว ตรอกแคบ และย่านกลางเมืองที่แน่นขนัด ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อคน ไม่ใช่เพื่อเครื่องจักร
เมื่อยุโรปก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม รถราง รถไฟ และรถไฟฟ้าใต้ดิน ถูกใช้เป็นขนส่งมวลชนหลักก่อนที่รถยนต์ส่วนตัวจะแพร่หลาย และสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาประกอบในการออกแบบและฟื้นฟูเมืองหลังสงครามโลกด้วย ขณะที่อเมริกาเติบโตไปตามแนวทางของรถยนต์ ผลลัพธ์จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมืองทางฝั่งอเมริกาถูกออกแบบให้กว้างใหญ่ มีถนนหลายเลน ลานจอดรถขนาดใหญ่ และย่านที่พักอาศัยแยกออกจากย่านธุรกิจ จนรถยนต์กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตประจำวัน
ผังเมืองแบบ Mixed-Use หัวใจของเมืองเดินได้
เมืองอย่างปารีสและบาร์เซโลนาเติบโตในแนวสูงและหันเข้าหากัน ไม่ได้ขยายออกไปด้านนอก การใช้พื้นที่แบบ mixed-use ทำให้ที่อยู่อาศัย ร้านค้า สำนักงาน และพื้นที่วัฒนธรรมถักทอเข้าไว้ในย่านเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ ชาวเมืองสามารถซื้อของ พาลูกไปโรงเรียน และนั่งดื่มกาแฟได้ในรัศมี 10 นาทีจากบ้าน นี่คือแก่นของแนวคิด 15-Minute City หรือเมือง 15 นาที ที่กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือมิลาน ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่เดินได้ดีที่สุดในโลก โดยประชาชนสามารถเดินถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และร้านค้าได้ภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 6 นาที 24 วินาที
นโยบายเพื่อเมืองเดินดีที่ตั้งใจออกแบบ
การเป็นเมืองเดินเท้าของยุโรปไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจทางนโยบายอย่างตั้งใจในระดับทวีป ตามกรอบนโยบาย Pan-European Master Plan for Walkingโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศต่างผลักดันและยกระดับการเดินเท้าให้เป็นวาระด้านการขนส่งและสุขภาพ
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือเมืองซูริค ตั้งแต่ปี 1996 มีนโยบายว่าจะไม่มีการสร้างที่จอดรถใหม่ในเมือง นอกจากทดแทนที่จอดรถเดิมที่ถูกรื้อถอน ผลลัพธ์คือปัจจุบัน 34 เปอร์เซ็นต์ ของการเดินทางในซูริคใช้การเดินเท้าหรือจักรยาน
ส่วนปรากมีประชาชนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ภายใน 1 กิโลเมตรจากพื้นที่ปลอดรถยนต์ และเมืองยังได้คะแนนสูงด้านความปลอดภัยและราคาขนส่งสาธารณะที่ย่อมเยา ทำให้การใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งรถยนต์เป็นเรื่องที่ทำได้จริง
แล้วเอเชียล่ะ
แม้ยุโรปจะครองอันดับ แต่บางเมืองในเอเชียก็พิสูจน์ว่าเมืองเดินได้ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนยุโรป ‘โตเกียว’ เป็นเมืองนอกยุโรปที่ติดอันดับสูงสุดที่อันดับ 28 ความแข็งแกร่งมาจากประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองหลวงจักรพรรดิของญี่ปุ่น ที่ถูกออกแบบก่อนยุครถยนต์ ตรอกแคบๆ บ้านทาวน์เฮาส์ไม้แน่นขนัด และวัดวาอารามที่กระจายอยู่ทั่วย่านที่พักอาศัย สร้างสภาพแวดล้อมที่กะทัดรัดโดยธรรมชาติ
โตเกียว พิสูจน์ว่าแม้แต่มหานครขนาดใหญ่ก็เดินได้ดี เพราะหลายย่านทำหน้าที่เหมือนเมืองเล็กๆ ในตัวเอง มีระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและราคาย่อมเยาช่วยเสริมเข้าไปอีก ทำให้การเดินเท้าอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนโตเกียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมืองต่างๆ ที่เป็นมิตรกับคนเดินเท้าในยุโรปนั้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้นมาตลอด หลายเมืองผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งใจ ผ่านนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการออกแบบพื้นที่สาธารณะ การเป็นเมืองเดินได้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรืออายุของเมือง แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกว่าเมืองจะถูกสร้างและบริหารเพื่อใคร เพื่อคน หรือเพื่อรถยนต์
กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหนในอันดับเมืองเดินดี
กรุงเทพมหานครโดยรวมมีพื้นที่ที่เดินเท้าได้อย่างแท้จริงเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด และกว่า 78 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่เดินได้นั้นกระจุกตัวอยู่แค่ในเขตกรุงเทพชั้นใน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ระบุสาเหตุหลักไว้ 4 ประการ ได้แก่
หนึ่ง สภาพอากาศร้อนชื้นและฝนตกตามฤดูกาลที่ทำให้การเดินเท้ากลางแจ้งเป็นเรื่องยาก
สอง โครงข่ายทางเดินเท้าที่ขาดความต่อเนื่อง
สาม ตลาดนัดและรถยนต์ที่บุกรุกพื้นที่ทางเท้า และสี่ วัฒนธรรมและค่านิยมที่มองรถยนต์เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ
แม้กรุงเทพฯ จะพัฒนาระบบรถไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาการจราจร แต่สภาพแวดล้อมสำหรับการเดินเท้ารอบสถานีกลับไม่ได้รับการพัฒนาตามไปด้วย ทำให้ผู้โดยสารยังต้องพึ่งพาจักรยานยนต์รับจ้างหรือรถแท็กซี่ในการเข้าถึงสถานี
ปัจจุบันมีสัญญาณน่าสนใจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ย่านสีลมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยหลังจากได้รับการปรับปรุงทางเดินเท้า ยอดขายปลีกในพื้นที่เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้ามีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้มี 3 แนวทางจากยุโรปที่สมามารถปรับใช้ได้กับบริบทไทยโดยตรง
1. เริ่มจากรัศมีรอบสถานีรถไฟฟ้า ยุโรปไม่ได้เปลี่ยนทั้งเมืองในคราวเดียว แต่เริ่มจากจุดที่คนมีเหตุผลจะเดิน สำหรับกรุงเทพฯ พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองที่มีคะแนนการเดินได้ต่ำ ควรได้รับการพัฒนาระบบฟีดเดอร์และโครงสร้างพื้นฐานรองเพื่อเชื่อมต่อชุมชนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ
2. แก้ปัญหาเรื่องสภาพอากาศด้วยการออกแบบ ยุโรปอากาศหนาว ไทยมีแดดและฝน ซึ่งเป็นโจทย์ในการออกแบบ หากทางเดินมีหลังคา และมีร่มเงาต้นไม้ริมทาง อาจตอบโจทย์สภาพอากาศเขตร้อนได้ดี
3. เปลี่ยนนโยบายจากเพื่อรถยนต์มาเป็นนโยบายเพื่อคน บทเรียนจากซูริคและปรากชี้ให้เห็นว่า
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากนโยบายไม่ใช่แค่โครงการนำร่อง การจำกัดที่จอดรถ การกำหนดเขตความเร็วต่ำ และการส่งเสริม mixed-use zoning ในพื้นที่รอบสถานี คือก้าวที่จำเป็นที่สุด
และไม่แน่ว่าในอนาคต ‘กรุงเทพฯ’ อาจติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของเมืองที่เดินเท้าได้ดีในที่สุด
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.visualcapitalist.com/mapped-the-most-walkable-cities-in-the-world/
https://nowweexplore.com/2021/09/01/why-are-european-city-centers-so-much-nicer-than-american-ones/