โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยกลับมาติด 20 ดัชนีความเชื่อมั่น FDI ปี 69 KEARNEY ชี้นลท.มองความสะดวก - ทักษะแรงงานดึงดูดหลัก

efinanceThai

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ไทยกลับมาติด 20 ดัชนีความเชื่อมั่น FDI ปี 69 KEARNEY ชี้นลท.มองความสะดวก - ทักษะแรงงานดึงดูดหลัก

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 69 10:17 น.

Kearney ชี้ไทยติดอันดับ 20 ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปี 2569 หลังหายไป 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่น โดย BOI มีบทบาทสำคัญส่งเสริมการลงทุน นักลงทุนมองความสะดวกในการทำธุรกิจและทักษะความสามารถของแรงงานไทยเป็นเหตุผลสำคัญ

Global Business Policy Council ของ Kearney ทำการสำรวจในเดือนมกราคม 2569 (Kearneys 2026 FDI Confidence Index®) โดยมีผู้บริหารระดับสูงกว่า 500 คนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศแม้จะมีความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 88% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในโอกาสระยะยาวของตลาดโลก

โดยประเทศไทยติดอันดับ 20 และมาเลเซีย อันดับ 21 ถือเป็นการกลับเข้ามาติด 25 อันดับแรกอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 3 ปีและ 12 ปีตามลำดับ

ขณะที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงครองอันดับ 1 และ 2 ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 3 และจีน (รวมฮ่องกง) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 4 สิงคโปร์ (อันดับ 8) เกาหลีใต้ (อันดับ 11) และอินเดีย (อันดับ 22) ต่างก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยมีอันดับที่สูงขึ้น โดยการประกาศใช้มาตรการหลายด้านในปี 2568 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืน สาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม เช่น การยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้า การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน และการอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนโดยรวมของไทย

ขณะทีอัตราการว่างงานของไทยลดลงเหลือ 0.76%ในไตรมาสที่ 3ปี 2568ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4ปี 2557สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยทักษะและความสามารถของแรงงานไทย (29%) รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ (31%) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย

นายเดวิด อูเลนบร็อค พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์การลงทุนในประเทศไทย

ตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนโลกมากขึ้น ทั้งไทยและมาเลเซียมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จากอันดับ 10 เป็น 6 และจากอันดับ 11 เป็น 7 ตามลำดับ) ในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสำหรับตลาดเกิดใหม่ของ Kearney ปี 2569 โดยเฉพาะไทยที่มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดท่ามกลางการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่อันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ติดอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการจัดอันดับความมั่นใจสุทธิของตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ยังคงช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน

แม้ความตั้งใจในการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้บริหารยังคงตื่นตัวต่อความเสี่ยงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีหน้า (36%) ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (30%)

นโยบายอุตสาหกรรมกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุน จากการสำรวจพบว่านักลงทุนทั่วโลก 84% ระบุว่านโยบายอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน และ 57% เชื่อว่านโยบายดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนทางการเงินว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย 88% มองว่านโยบายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยที่ดีและ 80% มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

นายสิทธารถ ปาทัก พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยนักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการแบ่งขั้วมากขึ้น

เอเชียครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดที่ติดอันดับในดัชนีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค โดยกลับเข้ามาอยู่ในดัชนีระดับโลกอีกครั้ง และมีอันดับที่สูงขึ้นในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบ China+1ที่ยังคงดำเนินต่อไป และความน่าสนใจในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวม นักลงทุนกำลังนำเงินทุนไปยังตลาดที่มีการผสมผสานระหว่างศักยภาพ ด้านนวัตกรรม โอกาสในการเติบโต และความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์

เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...