ชงรัฐบาลฟื้นเครื่องยนต์ท่องเที่ยว อัดงบหนุนแอร์ไลน์บูมในประเทศ
เอกชนท่องเที่ยวเผยสถานการณ์ดิ่งหนัก สายการบินส่งสัญญาณถอย ทยอยหยุดบินบางเส้นทางซ้ำอีกระลอก หลังฮับการบินตะวันออกกลางถูกตัดขาด กระทบนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล แนะรัฐทำแผนกระตุ้นเร่งด่วน มั่นใจท่องเที่ยวเป็น Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสนอชูจุดขายประเทศไทย Safe Destination แห่งภูมิภาค 7 สมาคมท่องเที่ยวชงขอ 1.5 หมื่นล้านอุดหนุนต้นทุนสายการบิน บูมตลาดในประเทศ ส่งเสริมการเดินทางเป็นหมู่คณะ สทท.เสนอแผน “เที่ยวใกล้บ้าน” รับมือต้นทุนน้ำมันพุ่ง
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ของภาคการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มถดถอยและน่ากังวลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องราคาพลังงานที่พุ่งไม่หยุด ส่งผลให้บัตรโดยสารสายการบินเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามตะวันออกกลาง
โดยไม่เพียงแค่จะกระทบกับตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เดินทางได้ เนื่องจากสายการบินหยุดให้บริการเท่านั้น ขณะนี้ยังเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการเดินทางอย่างชัดเจน
สัญญาณแอร์ไลน์หยุดบิน
เช่นเดียวกับเส้นทางบินระยะใกล้ก็พบว่าราคาบัตรโดยสารสายการบินในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชีย เอเชียใต้ รวมทั้งเส้นทางบินภายในประเทศก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยจะเห็นว่าล่าสุดมีสายการบินจำนวนหนึ่ง เช่น กลุ่มแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และสายการบินของเวียดนาม ได้ออกประกาศหยุดให้บริการชั่วคราวในบางเส้นทางไปเรียบร้อยแล้ว
“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายมากสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เพราะสายการบินไม่สามารถประเมินต้นทุนพลังงานล่วงหน้าได้ หากยังคงเปิดขายอยู่ถึงวันบินต้นทุนน้ำมันพุ่งขึ้นอีกก็จะเกิดความเสี่ยงสูงมาก และหากเครื่องบินต้องจอดเหมือนวิกฤตโควิด-19 ก็จะทำให้สายการบินมีต้นทุนเพิ่มในด้านการบำรุงรักษาและเสียเวลาเช็กอัพอีก 3-6 เดือนกว่าจะนำเครื่องกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง” แหล่งข่าวกล่าว และว่าขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็คงไม่สามารถออกอาวุธการตลาดได้มากนัก เนื่องจากงบประมาณประจำปีของปีนี้ยังมาเพียงแค่ 25% เท่านั้น
ย้ำจุดขาย Safe Destination
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย แต่ยังเชื่อว่าการท่องเที่ยวยังคงเป็น Quick Win หรือเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีและเร็วที่สุดเหมือนเดิม
โดยประเทศไทยมีศักยภาพจะเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย (Safe Destination) มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีวัฒนธรรมบริการที่มีความใส่ใจโดยธรรมชาติ มีอาหารไทยคือซอฟต์พาวเวอร์ Wellness และ Medical Tourism ซึ่งภาคการท่องเที่ยวของไทยควรย้ำจุดขายในเรื่องความปลอดภัยให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป
ขอ 1.5 หมื่นล้านบูมเที่ยวใน ปท.
ดร.อดิษฐ์กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอแนวทางการรักษาเสถียรภาพจากภาวะวิกฤตน้ำมันและการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของไทยนั้น ที่ผ่านมา 7 สมาคมท่องเที่ยว ได้นำเสนอเชิงนโยบายถึงนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำเรียนรัฐบาลแล้ว
ประเด็นหลักคือ ขอรัฐสนับสนุนงบประมาณการตลาด 1.5 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อลดต้นทุนการเดินทางทางอากาศ ภายใต้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ไตรมาส ไตรมาสละ 1,000 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 350,000 บาท และงบฯกระตุ้นตลาดในประเทศ
โดยออกมาตรการร่วมจ่าย (Copayment) และแรงจูงใจด้านการเดินทาง โดยส่งเสริมเที่ยวข้ามจังหวัด 1 ล้านสิทธิ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ (รถบัส) ทั้งตลาดในประเทศและอินบาวนด์ เพื่อการประหยัดพลังงานโดยออกแบบเส้นทางเที่ยวข้ามภาค ลงพื้นที่ชุมชน ภายใต้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
แนะสร้างระบบรับมือโลกผันผวน
ดร.อดิษฐ์กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า หลังจากเห็นนโยบายขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของรัฐบาลบางส่วนแล้ว มองว่านโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลมีทิศทางถูกต้อง แต่ยังขาดระบบขับเคลื่อน โดยสิ่งที่ต้องเติมคือ 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ 1.Demand Engine (ตลาด-ดีมานด์) เป็นการสร้าง Demand เชิงรุก โดยเสนอให้มี National Charter Flight Program โดยเร่งด่วน
ด้วยการอุดหนุนต้นทุนสายการบิน โดยตลาดเป้าหมายคือจีน (เมืองระดับ 2-3) อินเดีย ตลาดทดแทนในตะวันออกกลาง ฯลฯ เชื่อมโยงกับตลาดนโยบายเปิดตลาดใหม่ และเดินหน้าการตลาดแบบ Two-Way Tourism Promotion (เชิงระบบ) โดยเฉพาะในตลาดขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย เกาหลี
2.Supply Engine (สินค้า-โครงสร้าง) จากมีของดีสู่ “ขายได้จริง” โดยเสนอให้มี National Tourism Productization Program ทำ Tourism SKU ระดับประเทศ เช่น Wellness Package (7/14 days) Cultural Route (UNESCO / Soft Power) และ Digital Nomad Package (Long stay) พร้อมทั้งเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวเป็น “สินค้า”
และ 3.Confidence Engine (ความเชื่อมั่น) ซึ่งถือเป็นหัวใจจริงของปี 2569 นี้ เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาหลักเป็นเรื่องความเชื่อมั่นไม่ใช่ดีมานด์
“วันนี้โจทย์ไม่ใช่แค่ทำให้คนมาไทย แต่ต้องทำให้ระบบท่องเที่ยวไทยสามารถรับมือโลกที่ผันผวน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนผ่าน Demand Supply และความเชื่อมั่น ที่เชื่อมกันเป็นระบบ”
ตั้งรับ-ปรับทิศ-เพิ่มประสิทธิภาพ
ด้านนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สมาคมโรงแรมมีแนวทางฝ่าวิกฤตด้วย 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1.“ตั้งรับ” รักษาฐานลูกค้าเดิมด้วยนโยบายที่ยืดหยุ่น ทั้งเรื่องการจองและการยกเลิก และรุกเข้าหาลูกค้ากลุ่ม Mice อย่างใกล้ชิด 2.“ปรับทิศ” โดยปรับส่วนผสมนักท่องเที่ยวใหม่ หันไปเน้นตลาดที่ยังเดินทางได้สะดวกและไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการบิน 3.“เพิ่มประสิทธิภาพ” เน้นการเพิ่มมูลค่าและสร้างประสบการณ์ที่ดีแทนการลดราคา รวมถึงเสนอให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และ 4.เร่งเตรียมแผนการฟื้นตัวทันทีที่สถานการณ์การบินกลับสู่ภาวะปกติ เพื่อสามารถแข่งขันได้ทันท่วงที
ชง 8 ข้อเสนอรับมือโลว์ซีซั่น
ทั้งนี้ ได้เตรียมข้อเสนอต่อภาครัฐไว้ 8 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ประวิงเวลาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ (ค่าเหยียบแผ่นดิน) ออกไปก่อน เนื่องจากต้นทุนการเดินทางสูงอยู่แล้ว 2.เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาคเหนือ 3.ทบทวนนโยบายวีซ่า เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสะดวกในการเข้าเมืองและการคัดกรองกลุ่มมิจฉาชีพ
4.ลดค่าพลังงานและราคาน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ 5.มาตรการกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย” เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรถบัสท่องเที่ยว 6.สนับสนุนงบประมาณจัดประชุมภาครัฐภายในประเทศและให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชนที่จัดงาน
7.สนับสนุนสายการบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) เพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง และ 8.การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น
“นอกจากนี้ยังมองว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณไปสนับสนุนสายการบินโดยตรง หรือแพลตฟอร์มการจองของคนไทยเอง เช่น TAGTHAi เพื่อสร้างความยั่งยืน โดยไม่สนับสนุนการให้
งบประมาณอุดหนุนแก่ OTA ต่างชาติ” นายเทียนประสิทธิ์กล่าว
ด้านนายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ในส่วนของ สทท.นั้นยังนำเสนอโครงการ “ทัวร์ใกล้บ้าน” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะเมืองรองเป็นหลัก เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศยังอยู่ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน โดยใช้กลไกบริษัทนำเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการในทุกเซ็กเตอร์ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว และชุมชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชงรัฐบาลฟื้นเครื่องยนต์ท่องเที่ยว อัดงบหนุนแอร์ไลน์บูมในประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net