โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"มงคลกิตติ์-ทนายอั๋น" จี้ นายกฯ ลาออก ชี้ขาดจริยธรรม 7 ประเด็น หลังบริหารน้ำมันผิดพลาด

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"มงคลกิตติ์-ทนายอั๋น" จี้ นายกฯ ลาออก ชี้ขาดจริยธรรม 7 ประเด็น หลังบริหารน้ำมันผิดพลาด ลั่น อยากจับหน้านายกฯ ว่า ตึง-หนา-เหนียว มากหรือไม่ เพราะไม่มีสามัญสำนึก-ยางอาย พร้อมปลุกระดมคนไทยที่เดือดร้อนยื่นหนังสือไล่ “อนุทิน” ออกทั่วประเทศ จ่อ วิดพื้นหน้าทำเนียบหากมวลชน เหน็บมีอนุทินเป็นนายก … ไม่ไหวแล้ว

วันที่ 27 มี.ค. 69 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและพิจารณาลาออกเนื่องจากขาดคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 160(4) (5) ที่กำหนดว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประพฤติผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมองว่าการปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตอนโควิดระบาด จนมาถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน เห็นว่าพฤติกรรมของนายอนุทินนั้นมีความสุ่มเสี่ยง ผิดจริยธรรม ตนและคนไทยจำนวนมากไม่มีความเชื่อมั่นต่อนายอนุทินอีกต่อไป เพราะการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญทั้งหมด 7 ข้อ

1.เรื่องคุณสมบัติทางด้านจริยธรรม ที่มีการแต่งตั้งบุคคล ที่มีคุณสมบัติไม่เพียบพร้อมมาเป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการใช้สนามบิน รวมถึงถนนหลวงที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว

2.เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 และ 186 ห้ามให้รัฐมนตรีมีสัญญากับรัฐ แต่การจัดการแข่งขันกีฬาMotoGP ที่สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ ซึ่งใช้งบประมาณผูกพัน 4 ปี เกือบ 4,000 ล้านบาท ซึ่งผิดตรงที่ว่า นายอนุทิน อยู่ทางด้านเดียวกับคนที่รับเงินเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และการจัดการบริหารน้ำมันที่เอาผู้บริหารจาก ปตท. มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้มีผลได้เสียขัดต่อรัฐธรรมนูญ

3.นายอนุทินขาดหลักนิติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญมีการใช้อำนาจรัฐในกรณีที่ดินเขากระโดง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเคร่งครัดและความเป็นธรรมในการใช้อำนาจรัฐ

4.นายอนุทินควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะขาดความเป็นกลางของระบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา 76 ที่มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ย้ายข้าราชการมาเป็น กปน. จนทำให้การเลือกตั้งสกปรกที่สุด

5.การเลือกตั้งที่ผ่านมานายอนุทิน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ซึ่งได้มาซึ่ง สว.ไม่ถูกกฎหมาย จึงอยากถามว่า ยังมีหน้าจะอยู่อีกหรือไม่

6.พฤติกรรมของนายอนุทินขัดต่อหลักการสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐจากสถานการณ์น้ำมันของประชาชนที่ตอนนี้ไม่มีความชัดเจน เกี่ยวกับน้ำมันสำรองและการปรับราคาอย่างฉับพลัน

7.ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินนับตั้งแต่สาธารณสุขในช่วงโควิด บริหารพลังงานกรณีน้ำมันการจัดการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจต่อนายอนุทินจึงขอให้แสดงความรับผิดชอบในการลาออก

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดทั้ง 7 ข้อ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนไม่มีความมั่นใจต่อนายอนุทิน จึงขอให้แสดงออกด้วยการลาออก เพื่อให้การตรวจสอบที่มีอยู่ในขณะนี้มีความเป็นธรรม และให้หน่วยงานตรวจสอบนั้นเกิดความสบายใจ จึงขอให้แสดงสปิริตในการลาออก ซึ่งตัวอย่างในการจัดการน้ำมัน มีการตั้ง CEO บริษัทน้ำมัน และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นผอ. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมตั้งคำถามว่าทำได้อย่างไร เพราะสองคนนี้ มีส่วนได้เสียกับค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 6 บาท ต่อลิตร โดยไม่ต้องไปหาไอ้โม่งที่ไหน และตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการรายงานสถานการณ์น้ำมันสำรองอย่างต่อเนื่อง

นายภัทรพงศ์ ขอย้อนถามไปยังบริษัทผู้ค้าน้ำมันว่ากล้าเปิดเผยตัวเลขน้ำมันสำรองที่มีอยู่หรือไม่ ว่าก่อนขึ้นราคา 6 บาทมีเท่าไหร่ ที่เล่ามานี้เพื่อให้นายอนุทินลาออกไปหรือไสหัวไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ที่มากับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต สส. พรรคไทยศรีวิไลย์ เราสองคน ไม่เคยออกมาไล่นายอนุทิน แต่วันนี้กลุ่มเดิมที่เคยไล่นายอนุทินวันนี้ไม่มาเพราะมัวแต่กินกล้วย และได้หินจากเขากระโดง ตนไม่ว่า แต่วันนี้มาทำหน้าที่ไม่ใช่มารับใช้ใครวันนี้เกิดพันธะผูกพันและภาระให้กับคนไทยทุกคนจึงต้องมามาทวงสิทธิ์ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ แต่คะแนนที่ได้ไป คนที่เป็น สส. ไปเลือกนายอนุทินไม่เกี่ยวกับตน เพราะตนลาออกแล้ว แต่อยากจะบอกว่าประชาชนที่มาลงคะแนนให้นายอนุทิน 33 ล้านคน เท่าที่ตนคำนวณ มีอยู่ 25 ล้านคนที่รับเงิน มีทั้งรับแล้วเลือก และรับแต่ไม่เลือก ซึ่งจำนวนมีตั้งแต่ 500-2,000 บาท ตนขอบอกประชาชนกลุ่มนี้ว่า เลือกคนนี้มาเป็นนายกแล้วให้ช่วยรับผิดชอบด้วย เพราะเงินที่คุณได้ต้องร่วมกันรับผิดชอบ 500 บาท กับน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร เติมเต็มถังรอบแรกก็เกินไปอยู่ที่ 600 บาทแล้ว เพราะฉะนั้นได้ทุนคืนหมดแล้ว แต่อย่าลืมว่าเวลาน้ำมันมันขึ้นมันจะขึ้นยาว ดังนั้นเงินซื้อเสียงเล็กน้อยมากที่ซื้อเสียงประมาณ 50,000 ล้านบาท กับการเพิ่มราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วเป็นการไถคืนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้วรับเงินและกาคนให้เงินพวกท่านต้องคิด

ซึ่งตนไม่ได้เลือกนายอนุทินแต่ต้องไล่นายอนุทินเพราะเป็นความรับผิดชอบ เพราะเป็นความเดือดร้อนที่ตนก็เดือดร้อนเช่นเดียวกันรวมถึงญาติพี่น้องด้วย และปัญหาน้ำมันดีเซลที่มาไม่เต็มที่อาจจะมีแค่เฉพาะ จ.บุรีรัมย์ ที่สามารถเติมเต็มถังได้

“ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคุณดี ผมอยากจับหน้าคุณอนุทินมากว่าหน้าคุณตึงมากไหม หนามากไหม หรือหน้าเหนียว จนไม่มีสามัญสำนึก ไม่มียางอาย ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดี ไม่มีหิริโอตัปปะ ไม่ละอายเกรงกลัวต่อบาป ที่ทำกับประชาชนคนไทย 65 ล้านคน และอยากเรียนไปยัง สส. ในสภา ที่ยังหนุนนายอนุทิน ขอให้ประชาชนจำหน้าเอาไว้ ว่าพวกนี้ไม่ได้รักประชาชนรักแค่ตัวเองมากกว่าประชาชน สส. สว. และ ครม. ที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลไม่สมควรรับเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะบริหารงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ถ้าอีก 7 -15 วัน ยังบริหารงานแบบนี้ต้องถูกไล่ออก ” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเสริมว่า เมื่อน้ำมันขึ้นราคาสินค้าขึ้นราคาประชาชนจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า รวมถึงตนถึงไปยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบกให้ออกมาช่วยรับผิดชอบด้วย เพราะกำลังพลและครอบครัวของพวกเขาก็เดือดร้อนเช่นกัน

นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า การลาออกขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของนายอนุทิน ต้องเข้าใจว่าคุณอนุทินเคยขึ้นถึงจุดสูงสุดไปแล้วคือวันเลือกตั้ง แต่นี่หลังเลือกตั้งมาแล้วกระแสคุณอนุทินตกไปเรื่อย ๆ คนที่เคยมีอำนาจมากกว่าคุณยังเคยติดคุกเลย และหน้าของคุณหรอจะรอด ขอให้จดจำคำพูดของตนไว้

นายภัทรพงศ์กล่าวต่อว่า ตามวิถีประชาธิปไตยที่เราไม่ได้มาทำโทษหรือมาทำโทษนายอนุทิน แต่แสดงให้คุณอนุทินแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งตามหลักการวิถีประชาธิปไตยสามารถทำได้ ถ้าหากถามว่าเวลาไหนเหมาะสุด ก่อนที่คุณจะไปปฏิญาณตนแถลงนโยบายต่อสภาอันนี้คือเวลาที่ดีที่สุด

นายมงคลกิตติ์กล่าวย้ำว่า ถ้าลาออกตอนนี้ยังทัน แต่หากลาออกช้ากว่านี้นายอนุทินจะไม่ได้ลาออก พร้อมยกตัวอย่างกรณีนายกรัฐมนตรีเนปาล พร้อมระบุว่า และคุณจะอยู่ไม่ได้ในประเทศไทย ครอบครัวและตระกูลคุณจะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากคุณเชื่อตนวันนี้ คุณจะเจ็บตัวน้อย

เมื่อถามว่าข้อเสนอเดียวคือลาออกใช่หรือไม่ นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ลาออกไวก็เป็นคุณต่อกับตัวเขาและครอบครัว แต่ถ้าหากลาออกช้าและส่งผลให้ประชาชนเจ็บแค้น ตนไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมกล่าวต่อว่า คุณอนุทินรู้ดีที่สุด เพราะเข้าก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของชีวิตคือเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 และได้รับการโปรดเกล้าไปแล้ว หลังจากนี้ไม่มีไกลกว่านี้แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีรัฐบาลออกแถลงการณ์ว่าทำเต็มที่แล้ว เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องของ ครม. นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ทำเต็มที่แบบไหนจนเป็นแบบนี้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหมดแล้ว รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี ครม.รักษาการณ์ มีแต่นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่ามาอ้างเรื่องของ ครม.รักษาการณ์ ฝ่ายกฎหมายเก่ง ๆ ก็ลาออกไปแล้ว

นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ตนไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของกลไกทางน้ำมัน แต่ตนเห็นว่าหลังจากที่น้ำมันขึ้น 2 บาทก็เหมือนจะมีน้ำมันให้กับประชาชนได้เติมกัน วันนี้ตนจึงมาเอาข้อเท็จจริงที่สังคมสะท้อนปัญหามา วันนี้ขึ้นราคาอีก 8 ก็มีมาเต็ม แต่ต้องย้อนกลับไปว่าทำไมตอนมันไม่ขึ้นราคาไม่ประกาศว่ามีน้ำมันปริมาณเท่าไหร่ พีที หรือ ปตท. ได้ผลประโยชน์อะไรกับเขาหรือไม่ และต้องพูดถึงเรื่องของซื้อเสียงเลือกตั้ง ย้อนกลับไปเดือนกลางมกราคม มีรายงานว่า สส.จากทางใต้ ขนเงินไป 1 พันล้านบาท ไป 5 จังหวัดชายแดน ตนไม่ทราบว่านายพิพัฒน์ทราบหรือไม่ว่าเป็นใคร

เมื่อถามว่าเป็นเรื่องยากหรือไม่หากจะให้นายอนุทินลาออก นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า มันไม่ยากหรอก แค่เซ็นใบลาออก เดี๋ยวตนเชื่อว่าจะมีกระบวนการกลไกต่าง ๆ มาทำให้นายอนุทินอยู่ไม่ได้ คือถ้าออกตอนที่ประชาชนพอมีเยื่อใยอยู่ก็จะสามารถยังอยู่ในประเทศไทยได้ แต่เมื่อใดที่ออกไปในขณะที่ประชาชนไม่มีเยื่อใยต่อนายอนุทิน นายอนุทินก็จะอยู่ได้แค่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอื่นไม่สามารถอยู่ได้ แต่หากอยู่นาน ๆ ไป นายอนุทินก็จะอยู่ไม่ได้

เมื่อถามว่าจะผนึกกำลังกันขับไล่หรือไม่ นายภัทรพงศ์กล่าวว่า การมาของตนและนายมงคลกิตติ์ เราจะเป็นหมุดหมายเป็นอิฐ หวังว่าพี่น้องคนไทยที่รับไม่ได้กับการบริหารจัดการแผ่นดินซึ่งในหลายมิติที่ไม่มีความชอบธรรม ออกมาเรียกร้องส่งเสียงในจุดที่ตั้งของคุณ หรือทำวิธีการใด ๆ ส่งเสียงให้ถึงตัวนายอนุทินว่าเราไม่เอาคุณ เพราะคุณไม่มีความชอบธรรม ไสหัวไปเท่านั้นเอง

นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า เงินที่นักการเมืองซื้อเสียงไป 500 1000 มันไม่มีบุญคุณกับประชาชนแล้ว ตอนนี้คุณก็ได้อำนาจไปแล้ว แต่อำนาจอธิปไตยของประชาชนมี 24 ชม. เพราะฉะนั้นการขับไล่รัฐบาลที่พวกคุณเลือกมา 4 นาที มันเป็นความชอบธรรม และการไล่ที่ถูกต้องตามกฎหมายคือรวมตัวกันไปยื่นหนังสือไปที่อำเภอทุกจังหวัดว่าเราไม่ต้องการคุณแล้ว ถ้าหากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาลตนก็พร้อมที่จะมา แต่เป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างสันติ สมมติมากัน 200000 คน อำเภอละพันคน จะอยู่ได้หรือไม่ หากอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่หากตอนลงพื้นที่ก็ตาย คุณไว้ใจได้หรือไม่ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร ตนเชื่อว่าร้อยละ 99.99 % เครียดแค้นกับคุณมาก ตนยังรู้สึกแค้น

เมื่อถามถึงกระแสที่ระบุว่าเป็นนายกที่ประชาชนเลือกมา นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ประชาชนที่เลือกมามีสองส่วน หนึ่งเลือกมานโยบายโดยสุจริต ส่วนหนึ่งประชาชนที่เลือกมาโดยการซื้อเสียงก็ส่วนหนึ่ง แต่ตนไม่รู้ว่าส่วนมากหรือส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคนที่เลือกต้องรับผิดชอบด้วย

เมื่อถามว่าการชุมนุมจะซ้ำเติมประเทศหรือไม่ นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ไม่ได้ซ้ำเติม ตนขอถามกลับว่าการที่รัฐบาลอยู่แบบนี้ต่อไปเหมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศหรือไม่ ในเมื่อสถานการณ์น้ำมันเป็นแบบนี้ ราคาสินค้าเป็นแบบนี้ซ้ำเติมหรือไม่ ถ้าหากมีลูกเดือดร้อนหรือไม่ การที่นักข่าวถามตน นักข่าวก็ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ อยู่ไปเดือดร้อนอยู่ทำไม ถ้าอยู่ไปแล้วเดือดร้อนน้อยลงจะให้อยู่

เมื่อถามว่าใครเหมาะสมจะมารับตำแหน่งแทน นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า คนที่แก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้ ปากท้องพี่น้องประชาชนได้ มีความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นที่ประจักษ์ และมีความสามารถ เมื่อถามว่ามีชื่อหรือไม่ กล่าวว่า มีเยอะแยะ แต่เขาไม่มีโอกาส

นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ตอนนี้ถามก็ติดใจว่ามันเป็นคำถามจากประชาชนคนสนับสนุนนายอนุทิน หรือเป็นคำพูดจากคนของนายอนุทินหรือรัฐบาล หรือ สส.ภูมิใจไทย ถ้าคนที่พูดเป็นถึง สส. หรือตัวนายอนุทิน กล้าหรือไม่ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่ตนทำ หรือแสดงจุดยืนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญปิดสภาไปก่อน เพราะมีคดีเลือกตั้ง ให้ศาลมีคำวินิจฉัยเสียก่อน ถ้าแน่จริง ถ้าถามว่าใครในใจหรือไม่ ตนขอบอกว่าใครก็ได้ ตามวิถีที่มีความชอบธรรม แต่ตอนนี้มีโกงเลือกตั้ง ไม่ได้บอกว่าตัวนายอนุทินโกง แต่รูปแบบระบบมันโกงแบบนี้ตนรับไม่ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการระบุว่าปัจจัยสงครามเป็นเหตุของปัญหา นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ปัจจัยอะไรไม่เกี่ยวเลย เพราะการขนส่งน้ำมันมันผ่านทะเลแดง มันไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งไม่มีปัญหา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย มันจะเกี่ยวก็ต่อเมื่อเราส่งกำลังทหารไปช่วยอเมริกาไปรบกับอิหร่าน ไม่เกี่ยวข้องกับราคาโลก ที่เป็นปัญหาคือมันอิงกับราคาสิงคโปร์ ซึ่งมีหลายประเทศไม่อิง ทำไมเราต้องอิงเลยบวกราคามา 16 บาท พร้อมโชว์ลิสต์ประเทศที่ไม่ได้อิงราคาสิงคโปร์

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขนาดบริหารประเทศเพียง 2 เดือนยังรวยถ้า 4 ปีจะรวยไม่ไหวแล้ว แต่ตอนนี้เปลี่ยนจาก “รวยไม่ไหวแล้ว” เป็น “ฆวยไม่ไหวแล้ว”

เมื่อถามว่า แบบนี้จะเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนไล่นายกทั้งประเทศหรือไม่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เป็นการปลุกระดมให้ประชาชนทำหน้าที่อำนาจอธิปไตร 24 ชั่วโมง ด้วยตนเอง พร้อมย้ำว่า ”ไม่ได้ไล่แต่เชิญให้กลับบ้าน เชิญให้ไปอยู่กับคุณจ๋าไปดูเมียรำดีแล้ว“ ไม่ต้องมาบริหารประเทศให้เสียเวลาปล่าว เสียสุขภาพด้วย อ้วนขึ้นเครียดขึ้น แก้ปัญหาอะไรไม่ได้จะอยู่ทำไม เงินเดือนนายกรัฐมนตรีแค่แสนกว่าบาทเอง ถ้าหากไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรจะอยู่ทำไม ในเมื่อประสิทธิภาพต่ำแล้วจะอยู่ไปเพื่ออะไร อยู่ไปเพื่อใคร การเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้เป็นไปแล้ว 2 สมัย นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเสียชีวิตคนอ่านประวัติก็ได้อ่านว่าเป็นอดีตนายก ได้รับเครื่องราชสูงสุดแล้ว จะเอาอะไรอีก ถ้าหากอยู่ต่อไปแล้วแก้ปัญหาได้อยู่ไปเลยแต่ถ้าหากอยู่ไปแล้วแก้ปัญหาอะไรไม่ได้จะอยู่ไปเพื่อใคร พร้อมย้ำ “ฆวยไม่ไหวแล้ว“

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...