โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

AIMC ดัน 3 มาตรการ ปลุกตลาดหุ้นไทย ดึงเงินใหม่ 1 ล้านล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 17.17 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 10.17 น.

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ชงรัฐดัน Thai ESG เข้า TISA เพิ่มเพดานลดหย่อนภาษีเป็น 1 ล้านบาท เปิดรับ LTR Visa จังหวะสงครามตะวันออกกลางเหมาะดึงเงินนอกไหลเข้าหุ้นไทย

วันที่ 27 มี.ค.2569 นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. วรรณ (ONEAM) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สมาคมฯมีแผนผลักดันตลาดหุ้นไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  • ผลักดันกองทุนหุ้นไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เข้าอยู่ในแผนพัฒนาตลาดทุนผ่านโครงการ TISA หรือบัญชีการออม-การลงทุนส่วนบุคคล
  • เสนอขยายเพดานวงเงินลดหย่อนภาษีโครงการ TISA จาก 800,000 บาท เป็น 1 ล้านบาท
  • เพิ่มเงื่อนไขให้ต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยระยะยาว (Expats) เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยทั้งหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะช่วงสงครามตะวันออกกลางถือเป็นจังหวะเหมาะในการดึงเงินไหลเข้า

นายพจน์กล่าวว่าหากมาตรการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามแผน คาดว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าตลาดทุนไทยและเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันนักลงทุนสถาบันลงทุนในหุ้นไทยประมาณ 1 ล้านล้านบาท

“AIMC มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์และน่าสนใจมากกว่าหุ้นสหรัฐฯในหลายด้าน ดังนั้นหาก 3 มาตรการเดินหน้าได้ เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและสร้างการเติบโตให้ตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว"

นายพจน์ กล่าวต่อไปว่าในวันที่ 1 เม.ย.นี้ สมาคมฯจะเข้าหารือกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังจากนั้นจะหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ภายในเดือนเม.ย.2569 ถึงแผนงานดังกล่าว รวมทั้งมีแผนอื่นๆ พร้อมเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.เพื่อสร้างความชัดเจนของแผนงานก่อนรัฐบาลแถลงนโยบาย

นายพจน์กล่าวว่าสำหรับแนวทางสำคัญ คือ การเพิ่มทางเลือกการลงทุนภายใต้โครงการ TISA ให้หลากหลายมากขึ้น โดยเพิ่มกองทุน Thai ESG เป็นอีกทางเลือกให้นักลงทุนที่อยู่ในโครงการ TISA สามารถลงทุนใน กองทุน Thai ESG และนำเงินมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงิน 300,000 บาท จากวงเงินทั้งหมด 800,000 บาท

กรณีที่สอง หากภาครัฐไม่เห็นด้วยกับแนวทางแรก ในการนำThai ESGเข้าโครงการ TISA สมาคมฯเสนอให้ปรับเงื่อนไขกองทุน Thai ESG ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น โดยไม่ต้องจัดตั้งกองทุนใหม่ แต่ใช้วิธีเพิ่ม Share Class ใหม่ (ESG Share Class) เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อผู้ลงทุน พร้อมตั้งเป้าผลักดันกองทุน ESG ให้มีมูลค่ารวม 500,000 ล้าน บาท ใกล้เคียงกับกองทุนหุ้นระยะยาว ( LTF) ในอดีต คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าเฉลี่ย 100,000 ล้านบาทต่อปี

ส่วนการเสนอปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากประมาณ 800,000 บาท เป็น 1 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแรงจูงใจการลงทุนในโครงการ TISA ให้ใกล้เคียงกับกองทุน LTF ที่เคยได้รับความนิยมสูง ถือว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าว

สำหรับการเสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นไทยผ่านการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติที่พำนักระยะยาวในไทยเข้ามาลงทุน โดยมองเห็นศักยภาพของกลุ่ม Expats โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีอยู่ในไทยราว 500,000 คน หากสามารถดึงเงินมาลงทุนได้เพียง 25,000 คน และลงทุนเฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท จะช่วยสร้างเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุนได้จำนวนมาก

ทั้งนี้ AIMC จะเสนอให้ปรับเงื่อนไข Long-term Resident Visa (LTR Visa)ที่ปัจจุบันกำหนดให้ลงทุนในตราสารหนี้หรืออสังหาริมทรัพย์มูลค่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเสนอให้ "กองทุนรวม" สามารถนับรวมเป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อขอวีซ่าได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกและดึงเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น

นายพจน์ กล่าวว่า LTR Visa สมาคมฯ มีแนวคิดเสนอให้ใช้โมเดลคล้ายประเทศสิงคโปร์ โดยกำหนดให้ LTR Visa นักนำเงินอย่างน้อย 10% ของความมั่งคั่งมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค

ในขณะเดียวกันสมาคมฯ ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยให้ได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทภายใน 2 ปี เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน

นายกสมาคม AIMC มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ว่าหากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปรับเพิ่มขึ้นเกินระดับ 95 บาท คาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด อย่างไรก็ตามในระยะสั้นยังประเมินกรอบ SET ไว้ที่ 1,475 จุด ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจก่อให้เกิดภาวะช็อกจากราคาน้ำมัน (Oil Shock) และนำไปสู่เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่แก้ไขได้ยากและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม AIMC ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเชื่อว่าระดับดัชนีในปัจจุบันมีความเสี่ยงขาลงจำกัด(Downside) และตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก ทำให้มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ในระยะต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...