โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หมอแอมป์เตือน! “อดนอน” เสี่ยงทำลายสมอง ย้ำ “การนอนคุณภาพ” กุญแจสำคัญสู่สุขภาพดี

PPTV HD 36

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หมอแอมป์เตือน! “อดนอน” เสี่ยงทำลายสมอง ย้ำ “การนอนคุณภาพ” กุญแจสำคัญสู่สุขภาพดี ใน World Sleep Day 2026

การนอนหลับถือเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดูแลด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ในวิถีชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน การนอนหลับกลับกลายเป็นองค์ประกอบด้านสุขภาพที่ถูกละเลยมากที่สุด หลายคนยอมลดทอนเวลานอนเพื่อแลกกับการทำงาน การใช้สื่อดิจิทัล หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยอาจไม่ตระหนักว่า การอดนอนหรือการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตมากกว่าที่คาดคิด

“โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” หมอแอมป์ชี้ กว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญวิกฤตน้ำหนักเกิน

นอนเยอะแต่ไม่สดชื่น? เปิดความลับ “คุณภาพการหลับ” ที่ต้องรู้!

เนื่องในวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Sleep Well, Live Better” จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ทุกคนตระหนักและเห็นคุณค่าของการนอนหลับอย่างแท้จริง เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพคือพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย การสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงการกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

“การนอนหลับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับภาวะสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง” นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือคุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญของการนอนหลับที่มีต่อภาวะสุขภาพ

สมองเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก กระบวนการสร้างพลังงานดังกล่าวทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การนอนหลับจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้สมองสามารถควบคุมและปรับสมดุลระดับสารอนุมูลอิสระให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่มีองค์ประกอบของไขมันสูงและมีการใช้ออกซิเจนในปริมาณมาก จึงมีความไวต่อการเกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และการสะสมอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโปรตีน ไขมัน และดีเอ็นเอในระบบประสาทส่วนกลาง นำไปสู่ความเสื่อมของระบบประสาท และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้

การนอนหลับจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดและยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมอง ขณะนอนหลับ สมองจะอยู่ในช่วงที่เรียกว่า Hypometabolic state หรือภาวะที่อัตราการเผาผลาญพลังงานลดลง โดยจะต่ำกว่าช่วงตื่นประมาณ 5–15% ส่งผลให้การใช้น้ำตาลกลูโคสในสมองลดลง ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู (Restorative period) โดยระหว่างการนอนหลับ สมองจะกำจัดสารอนุมูลอิสระที่สะสมในช่วงตื่น ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูแหล่งพลังงานในสมอง นอกจากนี้ การนอนหลับยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เมลาโทนิน รวมถึงเอนไซม์อย่าง Superoxide dismutase, Catalase และ Glutathione peroxidase ซึ่งล้วนมีบทบาทในการปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหาย

หากมองให้ลึกถึงกระบวนการในระดับเซลล์ โดยเฉพาะช่วงการนอนหลับลึกที่มีคลื่นสมองแบบเดลต้า (Delta wave) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไมโทคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ การนอนหลับกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวของไมโทคอนเดรีย การกำจัดไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพ (Mitophagy) และการเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อหุ้มชั้นใน ส่งให้การผลิตพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกัน การนอนหลับไม่เพียงพอมีความเกี่ยวข้องกับความเสียหายในระดับเซลล์ของสมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองในระยะยาว

“การอดนอนเพียง 1 คืน สามารถรบกวนสมดุลของสารอนุมูลอิสระในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติของการนอนหลับ หรือการปลูกฝังสุขนิสัยการนอนหลับที่ดี (Sleep hygiene)” นายแพทย์ตนุพล อธิบายเพิ่มเติมถึงการดูแลสุขภาพสมองด้วยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว

สมองมีระบบหนึ่งที่ชื่อว่า Glymphatic system ทำหน้าที่กำจัดของเสีย เช่น amyloid-β, α-synuclein รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของสารอนุมูลอิสระในสมอง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของระบบนี้จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายด้าน เช่น การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง การเปลี่ยนแปลงของการผ่านเข้าออกของสารต่าง ๆ ในสมอง และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนน้ำไขสันหลังรอบหลอดเลือดที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ระบบการกำจัดของเสียในสมองทำงานได้ลดลง เพิ่มภาวะการอักเสบเรื้อรังและการสะสมของสารอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อสมอง (brain parenchyma) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

การอดนอน การนอนหลับที่ไม่ต่อเนื่อง หรือการตื่นบ่อยในระหว่างคืน ก็ส่งผลเสียต่อระบบกำจัดของเสียในสมองในลักษณะเดียวกับความเสื่อมตามวัย การนอนหลับที่ขาดความลึกและความต่อเนื่อง ทำให้ช่วงเวลาที่ระบบดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสั้นลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดของเสียลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของสมองในระยะยาว

เมื่ออายุมากขึ้น รูปแบบการนอนหลับของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกลไกการควบคุมวงจรการนอนและตื่นเสื่อมสภาพลง ระบบนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm) ถูกรบกวน จากระดับของ Sirtuin 1 (SIRT1) ที่ลดลง ทำให้ความสามารถในการปรับตัวต่อเปลี่ยนแปลงของเวลาลดลง ส่งผลให้หลับได้ยากขึ้น ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน และคุณภาพการนอนหลับลดลง ขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีบทบาททั้งในการส่งเสริมการนอนหลับและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ก็มีปริมาณลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลงไปอีก

จะเห็นได้ว่าการนอนหลับไม่เพียงพอและความชรามีผลกระทบต่อร่างกายในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ ก่อให้เกิดการสะสมของสารอนุมูลอิสระ ภาวะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับ (Feedback loop) กล่าวคือ การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพ นำไปสู่การกระตุ้นการอักเสบของระบบประสาท การอักเสบนี้จะกลับไปรบกวนคุณภาพการนอนทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่องและไม่เพียงพอ เกิดเป็นวงจรซ้ำ ๆ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การเสื่อมถอยเกี่ยวกับกระบวนการทางความคิด (cognitive) และโรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับอายุ

สำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) จะเกิดการขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ เมื่อร่างกายกลับมาได้รับออกซิเจนหลังจากช่วงที่ขาดออกซิเจน จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระอย่างรวดเร็วผ่านหลายกลไก เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆ ยังทำให้เกิดภาวะตื่นบ่อย (micro-arousals) ส่งผลให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ในหนึ่งคืน ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจตื่นตัวในลักษณะนี้ได้ประมาณ 10-43 ครั้งต่อชั่วโมง การนอนหลับที่ขาดความต่อเนื่องนี้ทำให้กระบวนการฟื้นฟูร่างกายและการกำจัดของเสียในสมองลดลง ส่งผลต่อสุขภาพในลักษณะคล้ายการอดนอนเรื้อรัง แม้ระยะเวลานอนหลับจะเพียงพอก็ตาม

“โรคอ้วนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถประเมินได้จากค่าดัชนีการหยุดหายใจ–หายใจตื้น (Apnea–Hypopnea Index: AHI) ที่สะท้อนจำนวนครั้งเฉลี่ยของการหยุดหายใจและการหายใจตื้นต่อชั่วโมงของการนอนหลับ โดยพบว่า ค่า AHI มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามระดับความอ้วน ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพสมองในระยะยาวอีกด้วย” นายแพทย์ตนุพล ชี้ถึงความสำคัญของการดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับและสุขภาพสมอง

ผู้ที่ทำงานเป็นกะมักประสบปัญหาการนอนหลับและมีอาการง่วงนอนอย่างมากในเวลากลางวัน อีกทั้งยังพบ ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นกะกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็ง รวมถึงความผิดปกติทางอารมณ์ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารเฉพาะในช่วงเวลากลางวันสามารถช่วยลดความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพได้ โดยช่วยป้องกันความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาทางอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นกะ

ทั้งนี้ เนื่องจากการทำงานของไมโทคอนเดรียได้รับอิทธิพลโดยตรงจากนาฬิกาชีวภาพ เมื่อการนอนหลับถูกรบกวน ประสิทธิภาพการทำงานของไมโทคอนเดรียจะลดลง และมีส่วนเร่งกระบวนการเสื่อมของเซลล์หรือความชราให้เกิดเร็วขึ้น

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะเห็นได้ว่า การนอนหลับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้สมองได้ฟื้นฟู อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเกิดอนุมูลอิสระในสมองก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การดูแลพฤติกรรมการนอนหลับจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยลดความเสียหายของสมองจากอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม

สุดท้ายนี้ นายแพทย์ตนุพล ได้ขอฝากแนวทางการสร้างสุขนิสัยการนอนหลับที่ดีทั้ง 10 ประการ เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพสมองไปพร้อมกัน

  • นอนหลับให้เพียงพอ โดยวัยผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงทุกคืน เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิม แม้จะเป็นวันหยุด ควรเข้านอนก่อน 22.00 น. ของทุกวัน การนอนหลับใน 1 คืนมีช่วงหลับลึกประมาณ 20% และนอนให้ได้ครบรอบของการนอนหลับเพื่อให้ตื่นมาสดชื่น
  • สร้างสิ่งแวดล้อมสำหรับการนอนหลับที่ดี จัดการสิ่งที่อาจรบกวนการนอนหลับ เช่น ใส่ที่อุดหู (earplugs) เพื่อลดเสียง หรือใส่ที่ปิดตาเพื่อลดแสง และปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการนอนหลับ
  • ใช้เตียงสำหรับการนอนหลับเท่านั้น ไม่ใช้ทำงาน ดูโทรทัศน์ หรือรับประทานอาหาร และไปที่เตียง เฉพาะเวลาที่รู้สึกง่วง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในความหนักระดับปานกลาง เพราะการออกกำลังกาย ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีความหนักมากเกินไป หรือการออกกำลังกายใกล้เวลานอน โดยเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน
  • หากมีโรคประจำตัว ควรตรวจสอบว่า ยาที่ใช้เป็นประจำส่งผลต่อการนอนหลับหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่รับประทานยาหลายชนิด ให้ลองปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงผลข้างเคียงของยาต่อการนอนหลับ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ทั้งนี้ ความไวต่อปริมาณคาเฟอีนของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และรหัสพันธุกรรม ซึ่งสามารถส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดการสูบบุหรี่ เพราะทั้งสองอย่าง ทำให้คุณภาพการนอนหลับลดลง การสูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้หลับลึกน้อยลง 2 นาที ส่วนการดื่มแอลกอฮฮล์ ทำให้ดูเหมือนจะหลับง่ายขึ้น แต่แท้จริงแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้การนอนหลับเข้าสู่ช่วง REM หรือหลับลึกยากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ หรืออาหารที่ย่อยยาก อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้นอนหลับไม่สนิทจากอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือภาวะกรดไหลย้อน ในบางครั้งผู้ที่มีภาวะนี้อาจไม่ได้รู้สึกตัวตื่นเต็มที่ แต่เป็นลักษณะรู้สึกตัวสั้น ๆ ระหว่างการนอนหลับ (Sleep fragmentation) แต่เมื่อตื่นมาจะไม่สดชื่น รู้สึกหลับไม่เต็มอิ่ม
  • ลดการรับประทานแป้ง น้ำตาลและผลไม้ในมื้อเย็น เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น สามารถรบกวนการนอนหลับได้ หากจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควรรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ
  • พยายามทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น ทำสมาธิ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับ

การนอนหลับที่เพียงพอและมีคุณภาพ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงในระยะยาว เพราะการให้คุณค่ากับการนอนหลับ คือการให้คุณค่ากับชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของวันนอนหลับโลก ปี 2026 ที่ว่า “Sleep Well, Live Better” เพราะการนอนหลับที่ดี ไม่ใช่เพียงการพักผ่อนในแต่ละวัน หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...