โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จับตา 21 แบงก์ชาติทั่วโลกประชุมสัปดาห์นี้ ส่องทิศทางดอกเบี้ย-เงินเฟ้อรอบใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางชั้นนำราว 21 แห่งทั่วโลก จะมีการประชุมขึ้นในสัปดาห์นี้ และกำลังเป็นที่จับตามองการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินหลังจากนี้ ท่ามกลางความเสี่ยง "เงินเฟ้อ" ระลอกใหม่จากสงครามในอิหร่าน ทำให้เพิ่มความเป็นไปได้ที่แบงก์ชาติทั่วโลกอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือในบางกรณีอาจต้องพิจารณา "ขึ้นดอกเบี้ย" แทน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที "ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี)" ต่างเป็นที่คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน ระหว่างการประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นจะส่งผ่านไปสู่ดัชนีราคาผู้บริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเพียงใด

สำหรับธนาคารกลางอีก 18 แห่งที่กำลังจะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งดูแลเศรษฐกิจราวสองในสามของเศรษฐกิจโลก เป็นที่คาดว่าสัญญาณจากพวกเขาจะออกมาในแนวทาง "ระมัดระวังมากขึ้น" เมื่อต้องยอมรับความเสี่ยงของผลกระทบเงินเฟ้อรอบใหม่

ประเด็นที่สำคัญมากก็คือสงครามจะยืดเยื้อออกไปนานเพียงใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดยังประเมินได้ยาก นักลงทุนที่กังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ต้องเผชิญความผันผวนจากราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนถึงก้าวต่อไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเกิดคำถามว่า"ธนาคารกลางจะตอบสนองต่อแรงกดดันด้านราคารอบใหม่นี้ได้เร็วเพียงใด"

สิ่งที่ชัดเจนคือ ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ซึ่งยังคงต้องรับมือกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ และภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกแยกมากขึ้น กำลังเตรียมพร้อมอย่างไม่เต็มใจที่จะเข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง หากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้น กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือสร้างความปั่นป่วนต่อค่าเงิน

ทอม ออร์ลิก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า “ธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่พวกเขาไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้”

“เราคาดว่า พาวเวลล์ (เฟด), ลาการ์ด (อีซีบี) ไบลีย์ (บีโออี) และคนอื่นๆ จะยังคงตรึงดอกเบี้ยเอาไว้ โดยส่งสัญญาณเฝ้าระวัง และหวังว่าสงครามอิหร่านจะจบลงก่อนที่พวกเขาจะต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ยากจะรับมือ”

ผลกระทบจากเงินเฟ้อครั้งก่อนยังคงสดใหม่ เมื่อดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งแตะระดับ "เลขสองหลัก" ในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางประเทศ หลังรัสเซียทำสงครามบุกยูเครนในปี 2022 และทำให้ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์

บลูมเบิร์กระบุว่า "การลดดอกเบี้ย" ยังคงอยู่ในแนวโน้มของธนาคารกลางสหรัฐ แม้จะยังไม่เกิดขึ้นในการประชุมเดือนมี.ค. นี้ เนื่องจากความเสี่ยงเงินเฟ้อจากตะวันออกกลาง "ถูกกลบ" ด้วยสัญญาณอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏในตลาดแรงงานสหรัฐ

แม้ว่าตลาดเงินจะยังไม่เดิมพันคาดการณ์การลดดอกเบี้ยเต็มที่ในปี 2026 แต่ก็ยังคงเอนเอียงไปทางการผ่อนคลาย ซึ่งทำให้สหรัฐเป็นข้อยกเว้นของแบงก์ชาติในกลุ่มประเทศ G7

เพราะในขณะที่ความไม่พอใจต่อราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นกำลังก่อตัวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์เองยังคงเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง และถึงขั้นเรียกร้องให้มีการดำเนินการระหว่างการประชุม

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ ยืนยันคาดการณ์เดิมว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในเดือนมิถุนายนและกันยายน โดยระบุว่าอาจมีการเลื่อนขยับออกไปได้ แต่ก็อาจทำให้เฟดต้องดำเนินการแรงขึ้นในภายหลัง

ขณะที่คริสตอฟ บัลซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ กล่าวว่า “ด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการนโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน การลดดอกเบี้ยก็ยังมีแนวโน้มมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย”

ECB อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในยุโรปแตกต่างออกไป แม้จะมีความเสี่ยงต่อการเติบโต แต่จุดสนใจยังคงอยู่ที่เงินเฟ้อ และความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม แทบจะหายไปแล้ว

การเติบโตในยูโรโซน 21 ประเทศยังคงแข็งแรงกว่าเล็กน้อย และอยู่ในสถานะที่พร้อมรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อได้ดีกว่าครั้งก่อน เจ้าหน้าที่คาดว่าจะตรึงดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดี แม้ว่าบางคนจะส่งสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฟาบิโอ บัลโบนี นักเศรษฐศาสตร์ยูโรโซนอาวุโสของ HSBC กล่าวว่า ประสบการณ์ในปี 2022 “อาจทำให้อีซีบีตระหนักถึงความเสี่ยงที่ความคาดหวังเงินเฟ้อจะหลุดจากการควบคุม และอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหากแรงกดดันจากพลังงานยืดเยื้อ

ขณะที่ตลาดเชื่อว่า อีซีบีจะต้องดำเนินการบางอย่าง โดยคาดว่าจะมีการ "ขึ้นดอกเบี้ย" หนึ่งหรือสองครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในแบบสำรวจนีกเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก มีนักวิเคราะห์เพียง 7% เท่านั้นที่คาดว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ย

อังกฤษเจอทางสองแพร่ง

ส่วนในสหราชอาณาจักร ซึ่งเงินเฟ้อเคยพุ่งเกิน 11% ในปี 2022 ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. เคยอยู่เกือบ 80% ไม่นานก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน แต่ตอนนี้ผู้กำหนดนโยบายคาดว่าจะตรึงดอกเบี้ย และแม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จากหลายแหล่งรวมถึงโกลด์แมน แซคส์ ยังมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี แต่นักลงทุนก็เริ่มเดิมพันความเป็นไปได้ของการ "ขึ้นดอกเบี้ย" แล้ว

เอ็มมา โมริอาร์ตี ผู้จัดการพอร์ตของ CG Asset Management กล่าวว่า แบงก์ชาติอังกฤษกำลังเผชิญตัวอย่างคลาสสิกของปัญหา Stagflation “ในด้านหนึ่งแบงก์ชาติต้องแสดงให้เห็นว่าตอบสนองต่อสถานการณ์ และต้องทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อถูกยึดไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีความเสี่ยงจริงที่การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ปัญหาอุปสงค์ที่อ่อนแอยิ่งแย่ลง”

'ญี่ปุ่น' มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุด

ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยดูจะสูงกว่าใน"ญี่ปุ่น" ซึ่งอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ติดต่อกันสี่ปีแล้ว แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องคาดว่าการประชุมในวันพฤหัสบดีน่าจะตรึงดอกเบี้ยเอาไว้ แต่ยังไม่ตัดทิ้งโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายน โดยญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยมากกว่า 80% ของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าไปยังเอเชีย

นั่นหมายความว่าหากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบทั้งต่อเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แบบจำลองของนักเศรษฐศาสตร์บลูมเบิร์กประเมินว่า หากช่องแคบถูกปิด 1 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากปิด 3 เดือน ราคาสูงสุดอาจแตะ 164 ดอลลาร์

“ช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเหตุการณ์” คาร์สเตน คลูเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ M.M. Warburg & Co กล่าว

ที่มา: Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...