โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม “ช่องแคบมะละกา” จึงกลายเป็นจุดเสี่ยงใหม่ของการค้าโลก?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสะเทือนถึง "ช่องแคบมะละกา" เส้นทางขนส่งที่รองรับการค้าโลกกว่า 20% แม้ยังเปิดเสรี แต่กำลังกลายเป็นคอขวดการค้าโลก

วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 07.21 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความปั่นป่วนของการเดินเรือใน Strait of Hormuz ได้จุดกระแสความกังวลไปยังอีกหนึ่งเส้นทางยุทธศาสตร์ของโลกอย่างช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องแคบสำคัญที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่มีปริมาณการสัญจรหนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลกไหลผ่านบริเวณนี้

ช่องแคบมะละกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเส้นทางลัดระหว่างตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออก โดยในปี 2568 มีเรือมากกว่า 102,500 ลำผ่านเส้นทางนี้ เพิ่มขึ้นจากราว 94,300 ลำในปีก่อนหน้า สินค้าที่ขนส่งครอบคลุมตั้งแต่น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว ถ่านหิน ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีเดียวกัน มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญดังกล่าวมาพร้อมกับความเปราะบาง เนื่องจากในจุดที่แคบที่สุด ช่องแคบมะละกามีความกว้างเพียง 2.7 กิโลเมตร ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางทะเล เช่น การชนกันของเรือหรือการเกยตื้น นอกจากนี้ปัญหาโจรสลัดและการปล้นเรือยังคงเป็นความท้าทาย โดยในปี 2568 มีรายงานเหตุการณ์รวม 108 ครั้งในพื้นที่ช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์

แม้จะมีเส้นทางทางเลือกผ่านหมู่เกาะอินโดนีเซีย เช่น ช่องแคบซุนดา หรือเส้นทางลอมบอก–มากัสซาร์ แต่เส้นทางเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านความลึก ความปลอดภัย และระยะทางที่ยาวกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ช่องแคบมะละกายังคงเป็นเส้นทางหลักที่ขาดไม่ได้ของการค้าโลก

ในเชิงการกำกับดูแล ช่องแคบมะละกาอยู่ภายใต้อธิปไตยของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งร่วมกันบริหารจัดการตามกรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1971 อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นช่องแคบสากลที่เปิดให้เรือและอากาศยานสามารถผ่านได้อย่างเสรี โดยประเทศชายฝั่งไม่สามารถเรียกเก็บค่าผ่านทางได้ ยกเว้นค่าบริการเฉพาะด้าน

ความกังวลล่าสุดเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซียเคยเสนอแนวคิดเก็บค่าผ่านทางเรือในช่องแคบ ก่อนจะถอนข้อเสนอดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียต่างย้ำชัดว่าช่องแคบจะยังคงเปิดและไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพื่อรักษาเสถียรภาพของการค้าโลก

สถานการณ์ในฮอร์มุซยังทำให้ไทยกลับมาผลักดันแนวคิดแลนด์บริดจ์เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้โครงการดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและความซับซ้อนในการดำเนินงาน

ในมุมของจีน ช่องแคบมะละกาถือเป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และพึ่งพาเส้นทางนี้อย่างมาก ความกังวลดังกล่าวถูกเรียกว่า “Malacca Dilemma” ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่เส้นทางนี้อาจถูกปิดกั้นในกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้จีนต้องพยายามกระจายเส้นทางนำเข้าพลังงานผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ท่อส่งน้ำมันจากเอเชียกลางและรัสเซีย รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ Belt and Road Initiative

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...