โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

[Vision Exclusive] BANPU ชูเป้าโตยั่งยืน ลุยพลังงานยุคใหม่

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. เวลา 00.40 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น- BANPU ส่องพลังงานโลกผันผวน คาดราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวขึ้นในระยะยาวหนุนดีมาน์ความต้องการ พร้อมวางเกม 4 เสาหลักธุรกิจขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าปั๊ม EBITDA โต 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2030

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยกับ”ทีมข่าวหุ้นวิชั่น”ว่าสถานการณ์พลังงานโลกยังมีความผันผวน คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะยาว

โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นคือปริมาณความต้องการถ่านหินเพิ่มเติม (spot demand) ที่นอกเหนือจากปริมาณภายใต้ term contract ที่ทำไว้ก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาวในกรณีที่สภาพอากาศมีความแตกต่างจากที่ได้ประมาณการไว้

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว มาตรการด้านการบริหารต้นทุน การบริหารความเสี่ยงและการทำ hedging ที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมีเสถียรภาพและสามารถรักษาระดับ margin ที่เหมาะสมได้

ทั้งนี้เสถียรภาพของตลาดพลังงานในระยะยาว ควรสะท้อนปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้นบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารการผลิตและพอร์ตธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม

จากกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนปรับลดโควตาการผลิตถ่านหินในปี 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 817 ล้านตันในปีก่อน เหลือประมาณ 600-733 ล้านตัน) ถือว่าเป็นพัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเป็นมาตรการบริหารอุปทานที่มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาจากภาวะอุปทานส่วนเกินในช่วงที่ผ่านมา สนับสนุนเสถียรภาพของราคาถ่านหินในตลาดโลก

“นโยบายดังกล่าวนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากการเน้นปริมาณการผลิต ไปสู่การเน้นการสร้างมูลค่าและประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนแข่งขันได้และมีความยืดหยุ่นในการบริหารการผลิตจะมีความได้เปรียบมากขึ้น”

@เพิ่มมูลค่าการผลิต

สำหรับ BANPU บริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและแผนการผลิตอย่างยืดหยุ่นและได้ปรับแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบ Production Optimization & Cost Efficiency โดยมุ่งเน้นการผลิตในพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง (high-margin areas)ก่อนมีการจัดลำดับการทำเหมืองให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรภายใต้สภาวะตลาดและนโยบายที่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่อุปสงค์จากอินเดียมีการประมูลซื้อถ่านหินในประเทศด้วยราคาพรีเมียมที่สูงขึ้นมาก เพื่อเตรียมสต็อกไว้ใช้ในช่วงฤดูร้อน

แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งในประเทศและปริมาณการผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวชายฝั่งทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนซึ่งทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะขายถ่านหินได้เพิ่มขึ้น

ส่วนประเทศจีนที่สามารถผลิตถ่านหินในประเทศได้เอง การนำเข้าถ่านหินอาจชะลอตัวได้บ้างในช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูที่ปริมาณการใช้ถ่านหินจะลดลงจากช่วงปกติ ซึ่งทางบริษัทสามารถจัดสรรสินค้าไปยังประเทศที่ยังมีความต้องการใช้ถ่านหินแต่มีปริมาณถ่านหินในประเทศจำกัด ก่อนที่ความต้องการการใช้ถ่านหินในประเทศจีนจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว

อย่างไรก็ดีเนื่องจากราคาซื้อขายถ่านหินของบริษัทส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงกับดัชนีราคาถ่านหิน (Newcastle Index, GCNC, หรือ Indonesian Coal Index, ICI) ดังนั้นทางบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการที่ราคาถ่านหินขยับตัวสูงขึ้น

@วางเกมเสาหลักธุรกิจ

นายสินนท์ กล่าวว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความ resilience ต่อความผันผวนของตลาดพลังงาน โดยได้มีการจัด working team ในการติดตามสถานการณ์และมีการประเมินเชิงลึกเพื่อเตรียมแผนการรับมือในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยการบริหารเชิงรุก เช่น ปรับแผนการขายเน้นการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมการรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัยและการบริหารความเสี่ยงเพื่อปกป้องกระแสเงินสดพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” บริษัทมุ่งสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน พร้อมกับคว้าโอกาสการเติบโตในยุค AI

บ้านปูกำลังเดินหน้าด้วย 4 กลุ่มธุรกิจที่มีจุดแข็งเฉพาะตัวและต่างเสริมแกร่งซึ่งกันและกันเพื่อสร้างคุณค่าจากการผสานพลังร่วม (Synergistic Value) และสร้างการเติบโตอย่างครบวงจรและยั่งยืน

โดย4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบ้านปูได้แก่ 1.ธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining)มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI 2.ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS)เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ 3.ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center 4.เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ๆควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย

บริษัทวางแผนการเติบโตภายในปี 2030 โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือการสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า 1 และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ซึ่งบริษัทตั้งงบลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 5 ปีข้างหน้า (2026-2030)ราคาถ่านหินล่าสุด (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Newcastle) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 135.50 – 145.36 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลดีต่อ BANPU อย่างไร

 ราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาวในขณะที่ แม้ขณะนี้โลกยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติพลังงาน BANPU จึงให้ความสำคัญกับการบริหารการผลิตและพอร์ตธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เสถียรภาพของตลาดพลังงานในระยะยาวควรสะท้อนปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้น บริษัทฯ

 ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว มาตรการด้านการบริหารต้นทุน การบริหารความเสี่ยงและการทำ hedging ที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมีเสถียรภาพและสามารถรักษาระดับ margin ที่เหมาะสมได้

  • ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่ปรับตัวเพิ่ม

ปัจจัยที่ทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นคือปริมาณความต้องการถ่านหินเพิ่มเติม (spot demand) นอกเหนือจากปริมาณภายใต้ term contract ที่ทำไว้ก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาวในกรณีที่สภาพอากาศมีความแตกต่างจากที่ได้ประมาณการไว้

  • รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนปรับลดโควตาการผลิตถ่านหินในปี 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 817 ล้านตันในปีก่อน เหลือประมาณ 600-733 ล้านตัน) ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอย่างไร และส่งผลต่อ BANPUอย่างไร

-การปรับลดโควตาการผลิตถ่านหินของอินโดนีเซียในปี 2026 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเป็นมาตรการบริหารอุปทานที่มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาจากภาวะอุปทานส่วนเกินในช่วงที่ผ่านมาสนับสนุนเสถียรภาพของราคาถ่านหินในตลาดโลก นโยบายดังกล่าวนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากการเน้นปริมาณการผลิต ไปสู่การเน้นการสร้างมูลค่าและประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนแข่งขันได้และมีความยืดหยุ่นในการบริหารการผลิตจะมีความได้เปรียบมากขึ้น

สำหรับ BANPU บริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและแผนการผลิตอย่างยืดหยุ่น และได้ปรับแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบ Production Optimization & Cost Efficiency โดยมุ่งเน้นการผลิตในพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง (high-margin areas)ก่อน มีการจัดลำดับการทำเหมืองให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรภายใต้สภาวะตลาดและนโยบายที่เปลี่ยนแปลง

4.อุปสงค์จากอินเดียและจีน:อินเดียมีการประมูลซื้อถ่านหินในประเทศด้วยราคาพรีเมียมที่สูงขึ้นมากเพื่อเตรียมสต็อกไว้ใช้ในช่วงฤดูร้อน ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้นำเข้าหลักแม้จะมีแนวโน้มนำเข้าลดลงเล็กน้อยจากการ เร่งผลิตภายในประเทศ ส่งผลกับ BANPU อย่างไร

-ในประเทศอินเดีย ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งในประเทศและปริมาณการผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวชายฝั่งทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนซึ่งทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะขายถ่านหินได้เพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศจีนที่สามารถผลิตถ่านหินในประเทศได้เอง การนำเข้าถ่านหินอาจชะลอตัวได้บ้างในช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูที่ปริมาณการใช้ถ่านหินจะลดลงจากช่วงปกติ ซึ่งทางบริษัทสามารถจัดสรรสินค้าไปยังประเทศที่ยังมีความต้องการใช้ถ่านหินแต่มีปริมาณถ่านหินในประเทศจำกัด ก่อนที่ความต้องการการใช้ถ่านหินในประเทศจีนจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว

5.ความเสี่ยงด้านต้นทุน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมหนัก เช่น ผู้ผลิตเหล็กและซีเมนต์ ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% BANPU ได้รับอานิสงส์หรือไม่ อย่างไร

แม้ว่าต้นทุนบางส่วน เช่น เชื้อเพลิงและการขนส่ง จะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน แต่ผลกระทบดังกล่าวถูกชดเชยด้วยราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน ทำให้โดยภาพรวมบริษัทยังคงได้รับประโยชน์สุทธิจากสภาวะดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในทุกสภาวะตลาด

6.นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 70% ที่ราคาถ่านหินเฉลี่ยในปี 2026 จะขยับตัวสูงขึ้น (Shift upward) เนื่องจากภาวะตลาดที่กำลังเข้าสู่ช่วงการระบายสต็อก (Destocking phase) ในขณะที่ซัพพลายใหม่มีจำกัด ส่งผลกับ BANPU อย่างไร

เนื่องจากราคาซื้อขายถ่านหินของบริษัทฯส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงกับดัชนีราคาถ่านหิน (Newcastle Index, GCNC, หรือ Indonesian Coal Index, ICI) ดังนั้นทางบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการที่ราคาถ่านหินขยับตัวสูงขึ้น

7.แนวทางในนาคต BANPU วางโครงสร้างบริหารพอร์ตพลังงานไว้อย่างไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานที่มีความผันผวนและเทรนด์พลังงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร

บริษัทให้ความสำคัญกับความ resilience ต่อความผันผวนของตลาดพลังงาน โดยได้มีการจัด working team ในการติดตามสถานการณ์และมีการประเมินเชิงลึกเพื่อเตรียมแผนการรับมือในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยการบริหารเชิงรุก เช่น ปรับแผนการขายเน้นการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม,การรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัยและการบริหารความเสี่ยงเพื่อปกป้องกระแสเงินสด

พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” บริษัทมุ่งสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน พร้อมกับคว้าโอกาสการเติบโตในยุค AI

ลุย4กลุ่มธุรกิจเต็มสูบ

บ้านปูกำลังเดินหน้าด้วย 4 กลุ่มธุรกิจที่มีจุดแข็งเฉพาะตัวและต่างเสริมแกร่งซึ่งกันและกันเพื่อสร้างคุณค่าจากการผสานพลังร่วม (Synergistic Value)และสร้างการเติบโตอย่างครบวงจรและยั่งยืน โดย4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบ้านปู ได้แก่ 1.เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI

2.ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ,ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ

3.ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center

  • เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย

โดยบริษัทวางแผนการเติบโตภายในปี 2030 มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า 1 และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ซึ่งบริษัทตั้งงบลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 5 ปีข้างหน้า (2026-2030)

รายงานโดย : กษมน พงษ์ธานี รองบรรณาธิการข่าว Hoonvision

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...