โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Tokenization กับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย เมื่อเงินมีอยู่...แต่ไปไม่ถึง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

คอลัมน์ : มองข้ามชอต ผู้เขียน : ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ช่วงที่ผ่านมาเรามักได้ยินคำเปรียบเปรยจนชินหูว่าเศรษฐกิจไทยเป็น “คนป่วย” ที่ค่อย ๆ อ่อนแรงลงจากหลายโรครุมเร้า ทั้งโรคใหม่จากวิกฤตเฉพาะหน้า และโรคเก่าเรื้อรังที่สะสมมานาน หากวินิจฉัยลึกลงไปถึงต้นตอของอาการหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ยากจะมองข้ามคือภาวะคล้าย “เส้นเลือดตีบ” ซึ่งทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ไม่เต็มที่

หันกลับมามองเศรษฐกิจไทยในวันนี้ก็อาจมีลักษณะไม่ต่างกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการลงทุนอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ข้อจำกัดไม่ได้เกิดจากการขาดสภาพคล่องหรือเงินออมในระบบไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่เงินออมยังเชื่อมไปไม่ถึงการลงทุนในภาคส่วนที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกการจัดสรรเงินทุนยังทำงานได้ไม่เต็มที่

โจทย์ของไทยในระยะข้างหน้าจึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่ม “ปริมาณเงิน” ในระบบ แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของท่อส่งเงิน” มากขึ้นด้วย โดยในเชิงโครงสร้างปัญหาท่อส่งเงินของไทยเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

1.ระบบการเงินไทยยังพึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นตัวกลางหลักในสัดส่วนสูง ขณะที่แหล่งทุนทางเลือกอื่นยังมีจำกัด ส่งผลให้เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ การเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชนก็มักชะลอลงตามไปด้วย

2.สินทรัพย์คุณภาพจำนวนมากยังเข้าถึงทุนได้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ประจำ รวมถึงสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าหรือความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน เช่น คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ล้วนยังมีต้นทุนธุรกรรมสูง กระบวนการซับซ้อน และสภาพคล่องต่ำ

3.SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้เต็มที่ เพราะต้นทุนการระดมทุนสูง กฎเกณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด และข้อมูลการเงินของกิจการอาจยังไม่เพียงพอให้ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ

เมื่อปัญหาอยู่ที่การไหลของเงินทุน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะหาเงินใหม่จากที่ใด แต่คือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่แล้วเคลื่อนไปสู่ผู้ที่ต้องการใช้ทุนได้เร็วขึ้น ครอบคลุมขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม

ในบริบทเช่นนี้ Tokenization จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยพัฒนากลไกการจัดสรรทุน ผ่านการนำสิทธิในสินทรัพย์หรือกระแสรายได้จากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าชัดเจนและตรวจสอบได้มาให้อยู่ในรูปแบบที่แบ่งย่อย โอนเปลี่ยนมือ และทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น เพื่อลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมเงินออมในระบบไปสู่การลงทุนที่มีศักยภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับ Real-world assets (RWA) เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้ประจำ คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในกระแสรายได้จากสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่ทำให้ Tokenization ยืนอยู่บนฐานของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและเชื่อมโยงกลับมาสู่เศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน

กลไก Tokenization อาจช่วยยกระดับระบบการเงินได้อย่างน้อย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.เปิดทางให้สินทรัพย์หรือโครงการที่มีคุณภาพ แต่เข้าถึงตลาดทุนในช่องทางเดิมได้ยาก มีช่องทางใหม่ในการเชื่อมกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีกระแสรายได้และสิทธิในสินทรัพย์ชัดเจน หรือมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง อาจถูกออกแบบใหม่ให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น

2.ลดต้นทุนของระบบหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล การส่งมอบสินทรัพย์ หรือการชำระราคา หากกระบวนการเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้นธุรกรรมก็มีแนวโน้มเร็วขึ้น ความเสี่ยงลดลง และต้นทุนโดยรวมของการทำธุรกรรมและการระดมทุนต่ำลง

3.ทำให้ตลาดการเงินไทย “กว้าง” ขึ้น ไม่ใช่เพียงในความหมายว่ามีทางเลือกการลงทุนสินทรัพย์ในตลาดมากขึ้น แต่ในความหมายว่ามีผู้เล่นมากขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย และเปิดพื้นที่ให้เงินออมในระบบไหลเข้าสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยการใช้ Tokenization เพื่อการระดมทุนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีมูลค่าไม่สูงมากนัก แต่ทิศทางเชิงนโยบายเริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางปี 2569-2571 ในฐานะเครื่องมือที่อาจช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและสนับสนุนให้การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น

ขณะเดียวกันในเชิงกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ก็เริ่มเห็นความคืบหน้ามากขึ้น โดยทยอยปรับกรอบรองรับการนำสินทรัพย์บางประเภทมาอยู่ในรูปแบบโทเค็น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างทางการเงินค่อนข้างชัดและเชื่อมกับกลไกตลาดทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ง่ายกว่า เช่น ตราสารหนี้หรือหน่วยลงทุน สะท้อนว่า Tokenization กำลังค่อย ๆ เคลื่อนจาก “ห้องทดลอง” เข้าสู่ “สนามจริง” มากขึ้น

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องระวังคือ Tokenization หรือการทำให้สินทรัพย์อยู่ในรูปแบบใหม่ ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นจะมีสภาพคล่องในตลาดรองเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ การแบ่งย่อยความเป็นเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะมีผู้ซื้อผู้ขายเพิ่มขึ้นทันที และการทำให้ธุรกรรมเร็วขึ้นในทางเทคนิคก็ไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นเอง สภาพคล่องของตลาดสินทรัพย์ในรูปโทเค็นจึงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นเพียงพอต่อคุณภาพของสินทรัพย์นั้นเอง มาตรฐานของข้อมูล ความชัดเจนของสิทธิ และความพร้อมของตลาดรอง

ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรตั้งต้นจึงไม่ใช่คำถามว่า “อะไรบ้างที่ทำเป็นโทเค็นได้” แต่คือ “คอขวดตรงไหนของท่อส่งเงินไทยที่ควรได้รับการแก้ก่อน” เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้ได้มากที่สุด แต่คือการนำ Tokenization ไปใช้กับโจทย์สินทรัพย์ที่เหมาะสมและแก้ปัญหาทางเลือกในการระดมทุนของธุรกิจได้จริง หมายความว่าไทยอาจเริ่มจากสินทรัพย์หรือกรณีใช้งานที่มีความพร้อมสูงก่อน เช่น สินทรัพย์ที่มีข้อมูลรองรับค่อนข้างชัด มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ สิทธิในสินทรัพย์ไม่ซับซ้อน และมีฐานผู้ลงทุนที่เข้าใจสินทรัพย์นั้นอยู่แล้ว

พร้อมกันนั้นกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องก็ควรทยอยปรับให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาด Tokenization เพราะในท้ายที่สุดนักลงทุนที่เริ่มหันมาพิจารณาตลาดระดมทุนใหม่นี้คงไม่ได้มองเพียงตัวแพลตฟอร์มหรือรูปแบบของเทคโนโลยี แต่จะพิจารณาถึงความชัดเจนของการถือครองและการโอนสิทธิ

รวมถึงหากเกิดข้อพิพาท การผิดนัดชำระ หรือปัญหาในการซื้อขาย จะมีกลไกดูแลและหลักเกณฑ์รองรับเพียงใด หากเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกรรมทำได้สะดวกขึ้นและต้นทุนลดลงมากเพียงใด ตลาด Tokenization ก็อาจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากพอ ที่จะทำให้ช่องทางการระดมทุนใหม่นี้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ

ประเด็นของ Tokenization จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงตรงกับโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญในช่วงเวลาที่แรงส่งเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลง นั่นคือการยกระดับระบบการเงินให้มีทางเลือกมากขึ้น จัดสรรเงินทุนได้มีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้เงินออมในระบบไหลไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น

โดยสรุป คุณค่าที่แท้จริงของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ของการระดมทุน ลดคอขวดของระบบเดิม และทำให้เงินออมในระบบเชื่อมไปสู่การลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับไทยจุดเริ่มต้นจึงอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เป็นโทเคน แต่คือการเลือกพัฒนาท่อส่งเงินใหม่ในจุดที่พร้อมและตอบโจทย์จริงได้ก่อน โดยเฉพาะสินทรัพย์ RWA ที่ชัดเจน มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ และมีศักยภาพในการระดมทุนแต่ยังติดข้อจำกัดของระบบเดิม

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปพร้อมกับกติกาและการกำกับดูแลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม Tokenization ในอนาคตก็อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของตลาดการเงิน แต่เป็น “ท่อใหม่” ที่ช่วยส่งเงินไปหล่อเลี้ยงส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้ดีขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Tokenization กับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย เมื่อเงินมีอยู่…แต่ไปไม่ถึง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...