ไผ่ทองไอสครีม ไอศกรีมกะทิในความทรงจำของทุกเจนฯ
Gourmet & Cuisine
อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหารถ้าให้นึกชื่อแบรนด์ไอศกรีมสักชื่อ ต้องมีสักคนที่พูดถึง“ไผ่ทองไอสครีม” และต้องเป็น “ไอสครีม” ที่สะกดแบบนี้เท่านั้นถึงจะเป็นของแท้แน่นอน
คงไม่มีใครเล่าเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันประสบความสำเร็จของไอศกรีมกะทิแบรนด์นี้ได้ดีไปกว่า คุณรตา ชัยผาติกุล ผู้สืบทอดกิจการ “ไผ่ทองไอสครีม” รุ่น 2 โดยเรื่องราวเริ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กิมเซ็ง แซ่ซี ชายชาวจีนที่ต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทย เขาทำงานรับจ้างทั่วไปก่อนจะรับไอศกรีมจากร้านคนจีนด้วยกันมาขายตามบ้าน วันหนึ่งมีเด็กน้อยมาซื้อไอศกรีมแล้วทักว่ารสชาติไอศกรีมไม่อร่อยเหมือนเดิม คุณกิมเซ็งจึงกลับไปบอกเจ้าของร้านแต่ถูกไล่ให้ไปทำเอง บางคนอาจหัวเสียแล้วเลิกขายไอศกรีมไปเลย แต่ด้วยหัวใจรักการค้าขาย คุณกิมเซ็งนำคำวิจารณ์ของเด็กคนนั้นมาคิดทบทวนจนจุดประกายให้คิดอยากทำไอศกรีมที่อร่อยมากขึ้น
คุณกิมเซ็งและภรรยาช่วยกันทำไอศกรีมจากน้ำหวานสีสดใสอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะอยากเปลี่ยนให้ไม่เหมือนใคร โดยเริ่มสังเกตน้ำกะทิในขนมหวานว่าน่าจะทำไอศกรีมได้จึงลองนำมาทำดู แต่ใช่ว่าจะสำเร็จในครั้งแรก เพราะกว่าจะได้ไอศกรีมกะทิที่เนื้อสัมผัสอยู่ตัวก็ต้องทิ้งกะทิไปหลายสิบหม้อ
หลังจากการทดลองของทั้งคู่ “หมีบิน” กลายเป็นแบรนด์แรกของครอบครัวที่ขายไอศกรีมกะทิ เนื่องจากคนจีนสมัยก่อนนิยมตั้งชื่อตราสินค้าเป็นสัตว์ และใส่ความสามารถพิเศษที่แตกต่างกว่าสัตว์อื่น เช่น หมีบิน มังกรบิน กระต่ายบิน ฯลฯ “หมีบิน” ถูกนำออกไปขายแถวราชดำเนิน สะพานดำ กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งฝั่งพระนคร และฝั่งธนฯ คนชอบเพราะรสสัมผัสกะทิหอมนัว แถมยังสามารถกินกับขนมปังได้ด้วย ซึ่งตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหม่ เมื่อกิจการกำลังไปได้สวยจึงคิดอยากยกระดับมาตรฐานไอศกรีมของครอบครัวมากขึ้นโดยการจดเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ ชื่อ “หมีบิน” ถูกคุณพ่อ (หรือคุณกิมเซ็ง) เปลี่ยนเป็น “กิมเต็กไอสครีม” (กิมแปลว่าทอง และเต็กแปลว่าต้นไผ่) ยึดถือความมงคลตามแนวคิดจีนว่า การใช้ชีวิตหรือค้าขายควรตั้งมั่นด้วยคุณธรรมจึงจะรุ่งเรืองดั่งทองคำ ลูกๆ เห็นว่าเป็นความหมายที่ดีแต่กลัวจำยากเกินไปจึงพบกันครึ่งทางโดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ไผ่ทองไอสครีม” เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยคำว่า “ไอสครีม” ทำไมจึงสะกดแบบนี้ อันที่จริงเป็นความตั้งใจของครอบครัว เนื่องจากตัวอักษร ศ.ศาลา จะท่องจำกันว่า ศ.ศาลาเงียบเหงา ทางแบรนด์ถือเคล็ดเปลี่ยนเป็น ส.เสือเพื่อให้มงคล กิจการจะได้ไม่เงียบเหงา และ ส.เสือ ยังสื่อถึงความแข็งแกร่งของเสือเข้ากับบุคลิกของคนในครอบครัวซึ่งมีความมุมานะอีกด้วย
จากรสชาติกะทิรสเดียว เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีทั้งหมด 13 รสชาติหลัก ได้แก่ กะทิ โกโก้ โกโก้ชิป สตรอว์เบอร์รี วานิลลา วานิลลาชิป มะนาว เผือก นมฮอกไกโด นมคุกกี้ กาแฟ ชาเขียว และชาไทย พัฒนาจากไอศกรีมในโม่ปั่นน้ำแข็งมาใช้ถังเย็นแบบเสียบปลั๊ก และเปลี่ยนเป็นแผ่นไนโตรเจนเหลวที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในที่สุด ทำให้ไอศกรีมในถังเย็นนานขึ้น
ถึงจะอยู่มา 75 ปี จนทุกวันนี้มีสาขามากถึง 400 สาขาทั่วประเทศไทย 33 สาขาในกัมพูชา (ระงับการขายชั่วคราว) และอีก 1 สาขาในเวียงจันทน์ ประเทศลาว แต่ “ไผ่ทองไอสครีม” ไม่เคยหยุดอยู่แค่การขายไอศกรีมและเปิดรับตัวแทนขายต่อ แต่ยังใช้การตลาดสมัยใหม่เพื่อเข้าถึงความชอบที่หลากหลายของกลุ่มคนมากขึ้น เช่น การรับจัดเลี้ยงซึ่งสามารถสั่งทำรสพิเศษเพื่องานโดยเฉพาะได้ การออกแบบถ้วยไอศกรีมลายจักรราศีที่สามารถสแกน QR Code อ่านดวงได้ ลายเทพเจ้าฮินดู การคอลแลบกับแบรนด์อื่นๆ เช่น Bonus Suki, Birdy หรือการร่วมงานกับกลุ่มแฟนคลับศิลปินในการทำแจกตามคอนเสิร์ต อีเวนต์ต่างๆ โดยไอศกรีมยังคงใช้เบสกะทิเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ใครเคยกินแล้วก็ยังคงได้รสชาติที่คุ้นเคยในแพ็กเกจที่ทันสมัยขึ้น นี่แหละตำนานที่ปรับตัวตามยุคสมัยแต่ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง