น้ำมันแพงค่าแรงถูกดอง เทียบราคาดีเซล-ค่าแรงอาเซียนหลังราคาไทยทะลุ50บาท
แรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นโจทย์เศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับระดับรายได้ของประชาชนในแต่ละประเทศ ข้อมูลเปรียบเทียบล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันเดียวกัน และอ้างอิงราคาน้ำมันดีเซลในเมืองหลวงของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนใน “ภาระพลังงาน” ที่ประชาชนต้องแบกรับ
แม้ทุกประเทศจะเผชิญราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่ความสามารถในการรับมือกลับขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ และนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่ค่าแรงยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับราคาดีเซลต่อหนึ่งลิตร ยิ่งทำให้ต้นทุนพลังงานกลายเป็นภาระต่อการดำรงชีวิตในสัดส่วนที่สูงกว่าหลายเท่า
ในบริบทนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศในอาเซียนจึงต้องใช้มาตรการที่หลากหลาย ตั้งแต่การควบคุมการใช้พลังงาน การลดภาษี การอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
ช่องว่าง “ราคาดีเซล-ค่าแรง” สะท้อนความเหลื่อมล้ำในภูมิภาค
เมื่อพิจารณาเชิงตัวเลข สิงคโปร์มีราคาดีเซลสูงที่สุดในภูมิภาคที่ 107 บาทต่อลิตร หรือ 4.23 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลิตร ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในช่วง 1,616-3,190 บาทต่อวัน (1,910-3,770 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน) ตามข้อมูลของกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ โดยแตกต่างกันตามอาชีพ สะท้อนถึงระดับรายได้ที่สามารถรองรับต้นทุนพลังงานได้ในระดับหนึ่ง
ในทางตรงกันข้าม เมียนมามีราคาดีเซลอยู่ที่ 88 บาทต่อลิตร หรือ 5,680 จัตต่อลิตร แต่มีค่าแรงขั้นต่ำเพียง 121 บาท (7,800 จัต) ต่อวัน ขณะที่สปป.ลาวมีราคาดีเซล 76 บาทต่อลิตร หรือ 51,360 กีบต่อลิตร และค่าแรงขั้นต่ำ 124 บาทต่อวัน (2,500,000 กีบต่อเดือน) ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประชาชนในสองประเทศนี้ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้
กัมพูชามีราคาดีเซล 66 บาทต่อลิตร หรือ 8,100 เรียลต่อลิตร และค่าแรงขั้นต่ำ 229 บาทต่อวัน (841,749.38 เรียลต่อเดือน) ขณะที่เวียดนามมีราคาดีเซล 44 บาทต่อลิตร หรือ 35,790 ดองต่อลิตร และค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในช่วง 152-219 บาทต่อวัน (3.7-5.31 ล้านดองต่อเดือน) ส่วนไทยมีราคาดีเซล 50.54 บาทต่อลิตร และค่าแรงขั้นต่ำ 337-400 บาทต่อวัน ขณะที่มาเลเซียมีราคาดีเซล 50.38 บาทต่อลิตร หรือ 6.22 ริงกิตต่อลิตร และค่าแรงขั้นต่ำ 529-635 บาทต่อวัน (65.38 ริงกิตต่อวัน สำหรับผู้ทำงาน 6 วัน และ 78.46 ริงกิตต่อวัน สำหรับผู้ที่ทำงาน 5 วัน
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีราคาดีเซลต่ำที่สุดในกลุ่มที่ 27 บาทต่อลิตร หรือ 14,200 รูเปียห์ต่อลิตร โดยมีค่าแรงขั้นต่ำ 363-370 บาทต่อวัน (5.68-5.79 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน) ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในภูมิภาค ที่ทำให้ “ภาระจริง” ของราคาพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของประชาชนเป็นสำคัญ
มาตรการรัฐ จาก “ควบคุมการใช้” สู่ “อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม”
มาตรการของรัฐในแต่ละประเทศสะท้อนระดับความพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมโดย สภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า สิงคโปร์เลือกใช้แนวทางรณรงค์ประหยัดพลังงานควบคู่กับการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เมียนมาใช้มาตรการเข้มงวด เช่น การจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันต่อคันผ่านระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด รวมถึงการกำหนดให้รถทะเบียนคี่วิ่งวันคี่ และทะเบียนคู่วิ่งวันคู่
สปป.ลาวประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมสั่งลดวันเรียนเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (WFH) และตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลง 20-25% ขณะที่กัมพูชาเลือกใช้มาตรการด้านภาษี โดยยกเลิกภาษีนำเข้าและภาษีน้ำมัน ลดการเดินทางราชการโดยให้เปลี่ยนเป็นการประชุมออนไลน์แทน และผลักดันพลังงานหมุนเวียน รวมถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พร้อมทั้งลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ EV และแผงโซลาร์เหลือ 0%
มาเลเซียใช้มาตรการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม โดยอุดหนุนเบนซินเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ปรับโควตาอุดหนุนจาก 300 ลิตรต่อเดือนเหลือ 200 ลิตรต่อเดือน ประกาศให้มีการทำงานจากที่บ้าน และจ่ายเงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มรวมถึงภาคเกษตร ส่วนไทยใช้แนวทางผสมผสาน ทั้งการให้หน่วยงานรัฐลดการใช้พลังงาน ลดการเดินทาง รณรงค์ WFH มีแผนลดภาษีสรรพสามิตและเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนเรือประมงใช้ B20 ส่งเสริมการใช้ EV และสนับสนุนค่าขนส่งสาธารณะ
เวียดนามเลือกใช้เครื่องมือด้านภาษีอย่างเข้มข้น โดยลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% และยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขณะที่อินโดนีเซียใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันในช่วง 50-200 ลิตรต่อวัน ประกาศ WFH ลดการใช้รถส่วนกลางของรัฐลง 50% และมีแผนเร่งการใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซลผสมในสัดส่วน 50%
เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทางออกระยะยาวของอาเซียน
ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาพลังงานระยะสั้น แนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้นในอาเซียนคือการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชนและภาคธุรกิจ
สิงคโปร์และไทยเดินหน้าสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัมพูชามุ่งเน้นการลดภาษีอุปกรณ์พลังงานสะอาดเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้งานในภาคประชาชน เวียดนามใช้มาตรการภาษีควบคู่กับการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ส่วนอินโดนีเซียเน้นการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาดีเซลในอาเซียนจะปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แต่ “ความสามารถในการรับมือ” ของแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของรายได้ประชาชนและศักยภาพของรัฐ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางสังคมของภูมิภาคในระยะต่อไป
อ้างอิง: QuickHR, Tilleke and Gibbins, WageIndicator, Business Indonesia, ASEAN Briefing, Reuters, Trading Economics