‘CRG’ ไม่หวั่นปัจจัยลบ! ทุ่ม 1,400 ล้าน ลุยเปิด 140 สาขาใหม่ ตั้งเป้าโต 14% มั่นใจพอร์ตหลากหลายสยบกำลังซื้อหด
เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อสั่น แต่กลับกลายเป็นว่าตลาดร้านอาหารไทยกลับไม่ได้เงียบอย่างที่ใครคาด โดยปีที่ผ่านมา มูลค่า ตลาดร้านอาหารไทย อยู่ที่ราว5.7 แสนล้านบาท เติบโต 4-5% และแม้ปีนี้จะมีแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ฉุดต้นทุนพลังงานและแพ็กเกจจิ้งทั่วโลก แต่ CRG ก็ยังมองว่าตลาดโดยรวมจะโตได้ 2-3% เพราะอาหารคือปัจจัยพื้นฐานที่ไม่มีใครตัดได้ และสำหรับ CRG เอง ตั้งเป้าโตให้ได้ถึง+14%
ศก. ไม่ดี แต่หน้าใหม่เพียบ
ฟังดูย้อนแย้ง แต่ ณัฐ วงศ์พานิช CEO ของ Central Restaurants Group (CRG) เล่าว่า แม้สัญญาณเศรษฐกิจจะไม่สดใส แต่ผู้เล่นหน้าใหม่กลับผุดขึ้นมาไม่หยุด ทั้งฟอร์แมทใหม่อย่าง Buffet Marché และ Solo Dinner รวมถึงแบรนด์จากจีนที่กำลังบุกตลาดไทยอย่างจริงจัง
และที่น่าสนใจคือ แบรนด์จีน ในยุคนี้ไม่ได้มาเล่นสงครามราคาอีกต่อไป หลายแบรนด์เลือกจับกลุ่มพรีเมียม โดยเฉพาะในกลุ่มร้านชา และยังมีอีกมากที่กำลังรอคิวเข้ามา
"แบรนด์ใหม่ๆ เกิดเร็วมาก เพราะมีโซเชียลมีเดีย ถ้าทำดี ก็เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ที่น่าจับตาคือแบรนด์จีน เพราะแม้ตลาดจะคึกคัก แต่แน่นอนว่าการแข่งขันก็สูงขึ้นตาม ที่กระทบหนักคือ SME ที่มีต้นทุนแพงกว่า เพราะจีนมาในสเกลใหญ่ เข้าถึงวัตถุดิบที่ถูกกว่า ดังนั้นต้องปรับตัวตลอดเวลา เพื่อสู้ให้ได้"
กระแสนี้ยังสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Landlord Huntingห้างใจกลางเมืองต่างแย่งดึงแบรนด์ใหม่เข้ามาแทบทุกไตรมาส เพื่อสร้างความรู้สึกว่า มีอะไรใหม่ให้ลองเสมอ และนั่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหารอีกต่อไป ดังนั้น ร้านต้องปรับตัว ต้องมีไดนามิก นิ่งเมื่อไหร่ ตายเมื่อนั้นร้านโดน ย้ายแน่
[caption id="attachment_1568002" align="alignnone" width="1500"]
ณัฐ วงศ์พานิช CEO ของ Central Restaurants Group (CRG)[/caption]
ต้นทุนยังพอสู้ได้ แต่ไตรมาส 3 ต้องจับตา
ณัฐยอมรับตรงๆ ว่าราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นกระทบต้นทุนขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในฝั่งวัตถุดิบ CRG ยังพอมีเกราะป้องกัน เพราะมีสัญญาล็อกราคาล่วงหน้าและสต็อกเพียงพออีก 2-3 เดือน ทำให้ยังสามารถตรึงราคาขายได้ในตอนนี้
แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ฝั่งผู้บริโภค ไตรมาส 2 ยังพอเอาอยู่ เพราะมีเทศกาลสงกรานต์มาช่วยพยุงการใช้จ่าย แต่พอเข้าไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอม ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนจะหนักขึ้น และผู้บริโภคก็จะระมัดระวังกระเป๋าสตางค์มากขึ้นตามไปด้วย
ในมุมของมาตรการรัฐ ณัฐมองว่าโครงการ คนละครึ่ง จะเอื้อประโยชน์ให้ SME เป็นหลัก ส่วนเชนร้านอาหารอย่าง CRG นั้น ช้อปดีมีคืน น่าจะตอบโจทย์กว่า เพราะผู้บริโภคที่เสียภาษีสามารถนำไปลดหย่อนได้จริง
ทุ่ม 1,400 ล้าน ตั้งเป้ารายได้ 19,300 ล้าน
ปีที่แล้ว CRG ใช้งบลงทุนราว 900-1,000 ล้านบาท ปิดรายได้ที่ 16,900 ล้านบาท เติบโต +7% และกำไรโตกว่า 20%
ปีนี้ CRG เดินหน้าแบบไม่ถอย ด้วยงบลงทุน1,400 ล้านบาท แบ่งเป็น ขยายสาขาใหม่ 900 ล้าน รีโนเวท 220 ล้าน ระบบ IT/Back-end 70 ล้าน และอื่นๆ อีก 100 ล้าน พร้อมตั้งเป้าเปิดร้านใหม่ 140 สาขา ทั้งนิวคอนเซปต์และนิวฟอร์แมท โดยมีเป้ารายได้รวม 19,300 ล้านบาท หรือเติบโต +14%
"ช่วง COVID สอนให้เราเรียนรู้ว่าการขายเยอะโดยไม่มีกำไรไม่ใช่คำตอบ ปีที่แล้วกำไรเราเติบโตกว่า 20% ซึ่งต่างจากหลายแบรนด์ที่กำไรหายไปกว่า 50% ดังนั้น การเติบโตต้องโตอย่างมีคุณภาพ"
แบรนด์ใหม่มา แบรนด์เก่าไป
ปีนี้ CRG เตรียมเปิดตัว HanamBBQร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมมองหาพาร์ตเนอร์ JV และ M&A ต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่น่าสนใจในตอนนี้มีสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Beverageซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรายได้รวม และ Family Diningในระดับราคาหัวละ 200-300 บาท ที่ตอบโจทย์การนั่งกินร่วมกัน 3-4 คน
ในขณะเดียวกัน ก็มี 1-2 แบรนด์ที่จะไม่ได้ไปต่อในปีนี้ ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ปิด Tenya ไปแล้ว ณัฐพูดตรงๆ ว่า แบรนด์ไหนผลประกอบการไม่ดีก็ต้องตัด เพื่อโฟกัสพลังงานกับแบรนด์ที่ยังมีอนาคต
ส่วนเทรนด์อาหารที่น่าจับตาคือ สุกี้-ชาบูในราคาจับต้องได้ และ อาหารเพื่อสุขภาพขณะที่ปิ้งย่างและหมูกระทะเริ่มหมดกระแสลงบ้างแล้ว
"เราไม่ได้คิดจะเก็บตัว ธุรกิจอาหารยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้คนต้องบริโภค CRG มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายครอบคลุมหลายระดับราคา หากเศรษฐกิจไม่ดีนัก คนที่เคยรับประทานอาหารแพงก็จะขยับมาทานในระดับที่คุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งเรามีแบรนด์รองรับในจุดนั้นอยู่แล้ว" ณัฐ ทิ้งท้าย