โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ยุโรปอ่วม ต้นทุนขนส่งพุ่ง เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 15.59 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 08.49 น.

วิกฤตสงครามอิหร่านพ่นพิษ กระทบเส้นทางขนส่งทางอากาศ ยุโรปแบกต้นทุนนำเข้าชิปพุ่ง-เร่งระบายสต็อกสำรอง

วันที่ 19 มีนาคม 2569 - สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กลุ่มบริษัทผู้นำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ในทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการขนส่งที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งต้องเริ่มนำชิปจากคลังสินค้าสำรองออกมาใช้งาน หลังเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางโลจิสติกส์ทางอากาศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขนส่งสินค้าเทคโนโลยีจากเอเชียสู่ยุโรป

นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ความวุ่นวายได้ขยายวงกว้างไปยังเส้นทางขนส่งสินค้าหลัก เนื่องจากท่าเรือและท่าอากาศยานหลายแห่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ข้อมูลจาก DSV บริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ระบุว่า ขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลก ซึ่งปกติจะใช้ขนส่งสินค้ามูลค่าสูงอย่างเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลดลงถึงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

ข้อจำกัดด้านการขนส่งดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อบริษัทในยุโรปที่ต้องนำเข้าชิปจากฐานการผลิตหลักในเอเชีย ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบ สินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ตั้งแต่เครื่องจักรในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมักนำเข้าชิปเฉพาะทางจากจีนและไต้หวัน

นายสเตฟาน คริกเกน หัวหน้าฝ่ายขนส่งทางอากาศของ DSV กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปริมาณสินค้าคงคลังในยุโรปมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากหลายบริษัทเลือกที่จะใช้สินค้าสำรองแทนการสั่งซื้อใหม่ โดยคาดหวังว่าต้นทุนโลจิสติกส์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเร็ววัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ที่ต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากในระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถยนต์

อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทอีกจำนวนไม่น้อยที่ยินยอมแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการผลิต โดยนายคริกเกนเสริมว่า แม้จะยังไม่เห็นการลดลงของการนำเข้าชิปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่จำเป็นต้องจ่าย "ราคาพรีเมียม" เพื่อรับประกันว่าสินค้าจะถูกส่งถึงมือ

สถานการณ์การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและท่าอากาศยานในตะวันออกกลาง บังคับให้สายการบินขนส่งสินค้าต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเดิมที่เคยใช้ผ่านน่านฟ้าหรือแวะเติมน้ำมันในภูมิภาคดังกล่าว นายคริกเกนอธิบายว่า สายการบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนมาใช้การบินตรง (Direct Flight) ซึ่งส่งผลให้ต้องลดปริมาณสินค้าบรรทุก (Payload) ลง เพื่อสำรองพื้นที่ไว้สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้มากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของต้นทุนการดำเนินงาน กำลังพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ด้านโฆษกของ ZF ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี ยืนยันว่าแม้การขนส่งทางอากาศจะยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่บริษัทต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานให้มั่นคง ขณะที่กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าจะได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นอาจไม่คุ้มกับมูลค่าสินค้า ทำให้บริษัทเหล่านี้เลือกที่จะชะลอการนำเข้าและหันไปใช้สต็อกเก่าแทน

นายราซาต เการาฟ ซีอีโอของ Kinaxis แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ด้านห่วงโซ่อุปทาน ระบุว่าโรงงานผลิตชิป (Foundry) ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้รับจ้างผลิตในยุโรปหลายราย เริ่มประสบปัญหาการส่งมอบล่าช้าตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ แต่โชคดีที่บทเรียนจากวิกฤตการขาดแคลนชิปช่วงโควิด-19 ทำให้หลายบริษัทมีการสำรองสินค้าคงคลังไว้ในระดับที่สูงขึ้น และมีการกระจายแหล่งที่มาของซัพพลายเออร์เพื่อลดความเสี่ยง

ทางด้านตัวแทนจากโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ระบุว่าในขณะนี้สายการผลิตยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่บริษัทกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาคอขวดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ บรรดาภาคธุรกิจต่างกำลังเร่งทำ "Stress Test" หรือการทดสอบภาวะวิกฤตของระบบขนส่งเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซและท่าอากาศยานในดูไบ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดความปั่นป่วนในการไหลเวียนของสินค้าจากเอเชียสู่ยุโรป ซึ่งบีบให้องค์กรต่างๆ ต้องเร่งประเมินความเสี่ยง ปรับเส้นทางขนส่ง และบริหารจัดการสินค้าคงคลังใหม่แบบเรียลไทม์เพื่อความอยู่รอดในวิกฤตครั้งนี้

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...