โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขีดเส้น 15 วัน ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ตรวจหลักฐานเทียบศาล รธน.

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขีดเส้น 15 วัน ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ตรวจหลักฐานเทียบศาล รธน. จี้ โปร่งใสไม่ซ้ำรอย “แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน” - เตรียมนำข้อมูลประกอบยื่นศาลฎีกาตั้ง คกก.ตรวจสอบ

วันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. พรรคประชาชน ใช้สิทธิเข้าตรวจดูและขอสำเนาคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ถูกกล่าวหาซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยระบุว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้ง 6 ครั้งไม่ได้เป็นการจงใจยื่นเท็จ โดยหวังว่า ป.ป.ช. พร้อมเปิดเผย ไม่ซ้ำรอยคดีแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน

นายปกรณ์วุฒิ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการยื่นขอใช้สิทธิ์เข้าตรวจดูและขอสำนวนของข้อมูลข่าวสาร ตนในฐานะผู้เคยร้องเรียนคดีนี้เมื่อที่ 15 กันยายน 2565 และหลังจากนั้นเมื่อที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ช. ได้มีการแถลงข้อเท็จจริงกรณีคดีดังกล่าวของนายศักดิ์สยาม ตนจึงขอใช้สิทธิ์ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 โดยขอเอกสารดังต่อไปนี้ รายงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดีนี้ , ข้อกล่าวหาต่อนายศักดิ์สยาม ต่อเรื่องร้องเรียนคดีนี้ , บันทึกคำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม ที่ยื่นชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดีนี้ , ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดีนี้ , รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดีนี้ และคำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคดีนี้

รายการเอกสารทั้งหมดที่ตนขอไปนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการขอเอกสารในลักษณะแบบนี้ โดยตั้งแต่ปี 2561 นายวีระ สมความคิด และสำนักข่าวเดอะแมทเทอร์ ได้เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันนี้กับสำนักงาน ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าไม่เปิดเผย ต่อมาทั้ง 2 คนได้ไปยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการไต่สวนซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. การพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ไม่ยอมเปิดเผย สุดท้ายเรื่องขึ้นสู่ศาลปกครอง แต่ ป.ป.ช. ก็ยังยังหน่วงเวลาต่อไปจนถึงปี 2566 กว่าจะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดซึ่งตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้ร้อง โดยมีใจความสำคัญระบุว่าข้อมูลข่าวสารลับ ที่มีการวินิจฉัยไปแล้วให้ถือว่าข้อมูลข่าวสารนั้นถูกยกเลิกฉันความลับไปแล้ว

นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า สิ่งที่ที่ตนคาดหวังในครั้งนี้คือสำนักงาน ป.ป.ช. จะไม่กล่าวอ้างถึงพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคล หรือพระราชบัญญัติข่าวสารทางราชการที่เป็นความลับ รวมถึงข้ออ้างอื่นใดก็ตามที่บอกว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะคณะกรรมการวินิจฉัยของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารและคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ก็เคยมีแนวคำพิพากษาไว้แล้วว่าข้อมูลเหล่านี้นั้นเปิดเผยได้ และตนก็คาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อให้เป็นความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. ในการยึดโยงกับประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ

เมื่อถามว่าตอนนี้มีการตั้งข้อสงสัยไว้ว่าอาจไม่ชอบมาพากลใช่หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า แน่นอน จากที่เคยให้สัมภาษณ์และสื่อสารในหลายโอกาส ตนคิดว่าคดีนี้มีความชอบไม่ชอบมาพากลแน่นอน เพราะตนเป็นหนึ่งคนที่ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญมาหมดแล้ว ตนไม่ได้เอาเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ตนอยากทราบว่าเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ ป.ป.ช. ใช้ในการไต่สวนคดีนี้เหมือนหรือต่างกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ แต่ ป.ป.ช. ไม่ใช้เราก็จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่ใช้หลักฐานนั้น ที่อาจจะเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้

เมื่อถามต่อว่าเหมือนทาง ป.ป.ช. เคยออกเอกสารชี้แจงมาครั้งหนึ่งแล้วทั้งเรื่องการยกคดีความที่ฟ้องมาและใช้ในการนำสู่ยกคำร้อง มองว่าประเด็นนี้ฟังขึ้นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ตนมองว่าข้อกล่าวหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นเป็นเท็จ และสิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาของนายศักดิ์สยาม เมื่อปี 2562 ตอนยื่นทรัพย์สินไปแล้ว และเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวว่าที่ไม่ยื่นนั้นมีเจตนาปกปิดหรือไม่ ตนคิดว่าการพิสูจน์เจตนาของใครคนใดคนหนึ่งในเวลาใดเวลาหนึ่ง ต้องพิสูจน์พฤติกรรมก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น หมายหมายความว่าต้องพิสูจน์เจตนาของนายศักดิ์สยาม ที่เกิดขึ้นในวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินปี 2562 พฤติกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นปี 2566 หรือปีไหน ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจตนาเมื่อปี 2562 ของผู้ถูกร้องนั้นเป็นอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง

เมื่อถามต่อว่ายังเชื่อหรือไม่ว่าการที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องดังกล่าว เพื่อให้นายศักดิ์สยามกลับไปมีคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีได้ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่านายศักดิ์สยาม มีคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนที่พ้นจากคำวินิจฉัยของศาล 2 ปีแล้ว แต่ตนก็ไม่แน่ใจว่าการตรวจคุณสมบัติของฝ่ายบริหารใช้หลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง อาจไม่เกี่ยวกันมากนัก และทางนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันไปแล้วว่าจะไม่ตั้งนายศักดิ์สยาม เป็นรัฐมนตรีรัฐ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในยุคใครสมัยใครที่เป็นรัฐบาล ก็จะทำให้คดีของฝ่ายนั้นหลุดไป นายปกรณ์วุฒิ เผยว่า หากว่ากันตามความเป็นจริงที่ผ่านมารัฐบาลที่แล้วก็โดนไปหลายคดีเหมือนกัน แต่ครั้งนี้สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามถึงการทำงานขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมก็อาจรับทราบถึงระบอบที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็มีโยงใยกันหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น ฮั้ว ส.ว.และ ส.ว. เองก็มีอำนาจในการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ หากเราย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ ว่าตกลงแล้วระบอบนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ปกครองประเทศนี้โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิตอรัฐ นิติธรรม

เมื่อถามว่าข้อมูลที่ขอวันนี้ จะใช้ประกอบการลงชื่อกันของฝ่ายค้าหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ตนคาดหวังว่าเราจะได้ข้อมูลนี้โดยเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับคำร้องไปด้วย แต่ถ้าไม่เป็นไปตามคาดหวังก็คงต้องทวงถามเรื่อยๆ แต่หากจำเป็นต้องยื่นคำร้องไปก่อนก็อาจต้องยื่นไปก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตนก็คาดหวังและขอให้ ป.ป.ช. ไม่ถ่วงเวลา ตอนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาก็มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยภายใน 15 วัน แต่เห็นว่าในคดีนี้เอกสารทุกอย่างน่าจะพร้อมและภายใน 15 วันก็น่าจะสามารถส่งให้ตนได้หากไม่มีข้ออ้างอื่นใด

ส่วนคาดว่าจะได้รับความร่วมมือจาก ป.ป.ช. หรือไม่ หลังเคยออกเอกสารชี้แจงไปแล้วนั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า หากชี้แจงด้วยเหตุผลไปแล้ว ตนคิดว่าการชี้แจงด้วยเอกสารซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หากสอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้านี้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...