บลจ.บัวหลวง หลังควบรวม บีแคป เป้า AUM โต 10% แตะ 1 ล้านล้านบาท ส่งกองทุนซีรีส์ใหม่ลงตลาด
เปิดแผน บลจ.บัวหลวง หลังควบรวม บีแคป ตั้งเป้า AUM โต 10% แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมออกกองทุนซีรีส์ใหม่ ให้กรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,280 - 1,580 จุด ชูกลยุทธ์ลงทุน “Triple R สู้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อโลก
วันที่ 31 มี.ค.2569 นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง (BBLAM) แถลงแผนงานครั้งแรกหลังดำรงตำแหน่งซีอีโอเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 โดยกล่าวถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานขององค์กร ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก รวมถึงความร่วมมือกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น
ซีอีโอบลจ.บัวหลวง กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) โดยซื้อจาก บล.บัวหลวง ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568
โดยดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) บลจ.บัวหลวง (เดิมดำรงตำแหน่ง CIO บีแคป เพื่อทำงานร่วมกับทีมบริหารเดิม และเตรียมแผนรองรับการผสานธุรกิจจัดการกองทุนของทั้งสององค์กรในอนาคต
ด้านมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นปี 2568 ของบลจ.บัวหลวงเมื่อรวมกับบีแคป มีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท
“ในปีที่ผ่านมาบลจ.บัวหลวงได้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับการดำเนินการในระดับสากล มีการพัฒนาปรับปรุงขั้นตอนการวิเคราะห์การลงทุน การดำเนินงานต่างๆ การติดตามผลและการตรวจสอบในส่วนงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด”
สำหรับปี 2569 คาดหวัง AUM ขยายตัวเท่ากับอุตสาหกรรม หรือเติบโตประมาณ 9 - 10% หรือแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จากช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา เติบโตต่ำกว่า 5% ซึ่งอาจไม่ได้นำเสนอกองทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้า อีกทั้งกองทุนลดหย่อนภาษี LTF ในอดีตซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมาก เมื่อครบอายุและไม่มีสิทธิทางภาษีตั้งแต่ปี 2568 ส่งผลให้ลูกค้าหายไป ปัจจุบัน LTF ภายใต้การบริหารของบลจ.บัวหลวง มีสถานะคงค้าง 2.5 หมื่นล้านบาท
แผนงานปี 2569 ยังคงเดินหน้าวางแผนการโอนธุรกิจจากบีแคปคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง(High Net Worth)
รวมถึงการยกระดับการให้บริการทั้งลูกค้าและพันธมิตร โดยเน้นการทำงานใกล้ชิดกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการลงทุนแก่ผู้แนะนำการลงทุนและเครือข่ายสาขา และขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม
โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบริการกิจกรรมการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันบลจ.บัวหลวง มีกองทุนที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากถึง 16 ราย ที่นำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับผู้ลงทุน
คาดว่าโครงการ Multi-Manager Partnerships ช่วยดึงความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลกที่โดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอบริการให้กับผู้ลงทุน ซึ่งช่วยให้บลจ.บัวหลวง สามารถมีและพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายกระจายความเสี่ยงได้เหมาะสม โดยได้รับข้อมูลด้านการลงทุนและการบริการที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม เพื่อให้ความรู้และให้ข้อมูลที่อัพเดทกับผู้แนะนำการลงทุนของธนาคาร ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน รวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุนของบลจ.บัวหลวง
ปีนี้เตรียมออกกองทุนที่มีความซับซ้อนของสินทรัพย์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นลักษณะกองทุนที่เป็นซีรีย์ประมาณ 5 กองทุน ที่สามารถใช้อ้างอิงเป็นพอร์ตหลัก (Core Port) คาดว่าจะเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.เป็นต้นไป จากปัจจุบันได้ยื่นขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว
บลจ.บัวหลวง ยังได้จัดกิจกรรมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี BBLAM Global Investment Forum2026 เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกถึง 11 ราย ได้แก่ Pictet Asset Management, Lazard, Kotak International, ChinaAMC, Fidelity International, Allianz Global Investors, Nippon Life India, Franklin Templeton, E Fund, BNP Paribas Asset Management และ Wellington Management มาร่วมกันนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจและไอเดียการลงทุนสำคัญสำหรับปี 2569 ให้กับลูกค้าของบลจ.บัวหลวง โดยตรง
นอกจากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกแล้ว นายบรรณรงค์ กล่าวว่า ต้นปีนี้บริษัทได้ร่วมมือกับผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อหน่วยลงทุนที่สำคัญ เช่น ได้ร่วมมือกับบล.บัวหลวง ทำรายการ Fund BnB ทางช่องโซเชียล มีเดีย เพื่อให้ข้อมูลด้านการลงทุนและข้อมูลของกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัท อีกทั้งมีแผนพัฒนาการออกผลิตภัณฑ์ร่วมกันในรูปแบบอื่นๆ อีกในอนาคต
มาที่มุมมองการลงทุน และการรับมือของ บลจ.บัวหลวง ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากสงครามการค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า บริษัทได้พัฒนากระบวนการส่งผ่านข้อมูลจากฝ่ายลงทุนและฝ่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ไปยังฝ่ายงานอื่นๆ เพื่อให้สื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งต่อไปยังผู้ถือหน่วยลงทุนและนักลงทุนทั่วไปได้ทันสถานการณ์ รวมทั้งได้เริ่มความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อทำงานใกล้ชิดมากขึ้น โดยส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบต่างๆ
สำหรับมุมมองการลงทุน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP อาจถูกปรับลดลง
บลจ.บัวหลวง ประเมินดัชนีหุ้นไทยปิดปี 2569 ที่ 1,580 จุด ให้แนวรับ 1,280 จุด โดยมองหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับประโยชน์หลักจากราคาพลังงานที่เป็นขาขึ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ(ICT)และปิโตรเคมี
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บลจ.บัวหลวง แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์ Triple R ได้แก่
- Reduce: ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ (Neutral)โดยขายทำกำไรบางส่วนและลดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่
- Rotate: หมุนลงทุนเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนตราสารหนี้ เน้นพันธบัตรระยะสั้นและตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
- Remain Diversified: คงการกระจายความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมันและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
“บลจ.บัวหลวง เชื่อว่า กลยุทธ์ Triple R จะช่วยรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า”ดร.ธนาวุฒิ กล่าว