คาดช่วงฝุ่นหนัก อาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มราว 700 คน หากเทียบกับช่วงปกติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต ย้ำ ฝุ่นเหนือปลาย มี.ค. พุ่งระดับสีม่วง สูงสุดในรอบหลายปี ชี้ ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8% ระบุ รัฐเพิกเฉยมานาน ปัญหาไม่ถูกแก้เชิงโครงสร้าง หวั่น ผู้คนเสียชีวิตเพิ่มต่อเนื่องจากโรคหัวใจ-หลอดเลือด-ปอด
วันนี้ (31 มี.ค. 69) ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ จับตาสถานการณ์ Thai PBS ถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงต้นปี 2569 ว่า แม้ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ สถานการณ์จะดูดีกว่าปีก่อนเล็กน้อย แต่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย ค่าฝุ่นกลับพุ่งสูงอย่างรุนแรง จนแตะระดับวิกฤตสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
“ช่วงมกราคม กุมภาพันธ์ แล้วก็ต้นมีนาคม ดูจะดีกว่าปีก่อนนะครับ แต่พอช่วงปลายมีนาคม โดยเฉพาะอาทิตย์สุดท้าย สูงมาก จนเป็นช่วงเวลาที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
ข้อมูลจากเครื่องวัดคุณภาพอากาศหลายจุดพบว่าค่าฝุ่นเกินระดับมาตรฐานอย่างมาก โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “สีม่วง” หรือระดับอันตรายขั้นสูง
“ถ้าเราวัดจากเครื่องวัดต่าง ๆ มันจะเกินค่าที่สูงสุดเลย คุณภาพอากาศเป็นสีม่วงเลย ก็คือเน่าเลยนะครับ”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
เตือน PM2.5 ไม่ใช่แค่ระคายเคืองผิว แต่เพิ่มเสี่ยงเสียชีวิตเฉียบพลัน
ศ.นพ.ชายชาญ ยังอธิบายว่า อาการระคายเคืองผิวหนัง ผื่นคัน หรือเลือดกำเดาไหล ที่ประชาชนจำนวนมากพบในช่วงค่าฝุ่นสูง เป็นเพียงผลกระทบระดับต้นเท่านั้น แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และสมอง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้
“เรื่องกำเดาไหลหรือผื่นคันยังเป็นเรื่องเล็ก ความจริงมันไม่ใช่ว่าต้องสะสมไปนานถึงจะเป็นมะเร็งปอด มันทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้เลย จากสโตรก เส้นเลือดสมองตีบ แตก หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เมื่อเจอฝุ่นระดับสูงไม่กี่ชั่วโมง ก็อาจเสียชีวิตกะทันหันได้
งานวิจัยในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8%
“ในพื้นที่ที่มีการเผาสูง อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3.5 ถึง 5% เป็นการเสียชีวิตจากสโตรก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคปอดกำเริบเฉียบพลัน”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
ศ.นพ.ชายชาญ ระบุอีกว่า ประชาชนแทบหลีกเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่นไม่ได้ เพราะอากาศเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ย้ำว่า “อาหารเรายังกินวันละ 2-3 มื้อ แต่อากาศเราหายใจทุกนาที” วันหนึ่งเราหายใจประมาณ 20,000 ลิตร ฝุ่น 2.5 เข้าไปในกระแสเลือดแล้วไปตามอวัยวะทุกส่วน
“มาตรการป้องกันที่พอทำได้คือการสวมหน้ากาก N95 เมื่อต้องออกนอกอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศในพื้นที่ปิด แต่ในสถานการณ์ที่ค่าฝุ่นสูงมาก เครื่องฟอกอากาศทั่วไปอาจไม่เพียงพอ”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
ศ.นพ.ชายชาญ บอกด้วยว่า หน้ากาก N95 ใช้จริงประสิทธิภาพอาจเหลือประมาณ 60-70% เพราะมีเรื่องความกระชับและคุณภาพหน้ากาก ขณะที่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ค่า PM2.5 บางพื้นที่ 300-500 เปิดเครื่องฟอก 2-3 ตัว ก็ยังลดไม่พอ
โรงพยาบาลเริ่มพบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น ทั้งในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยวิกฤต
“ช่วงที่ค่าฝุ่นสูง จะมีคนไข้เข้า ICU เข้าโรงพยาบาล และมา OPD มากขึ้น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดสมอง”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
คาดช่วงฝุ่นหนักอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มราว 700 คน
จากงานวิจัยที่ผ่านมา ยังพบอีกว่า ในช่วงฤดูฝุ่นหนักอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงมกราคมถึงมีนาคม จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 700 คน เมื่อเทียบกับภาวะปกติ การเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และการติดเชื้อรุนแรง โรคปอดกำเริบเฉียบพลัน
ศ.นพ.ชายชาญ ยังเห็นว่า สถานการณ์ PM2.5 ในประเทศไทยรุนแรงเพียงพอที่จะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีการจัดตั้งศูนย์อพยพปลอดฝุ่น
“ต่างประเทศเขาประกาศภาวะฉุกเฉินไปนานแล้ว มีศูนย์อพยพ มีห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
ศ.นพ.ชายชาญ วิจารณ์ว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ย้ำว่าปัญหาเกิดมา 20 ปีแล้ว แต่ก็เฉยมาก จะประกาศเรื่องฉุกเฉินก็เหมือนเป็นเรื่องลำบากของนักการเมือง เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์มากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ประชาชน
“ที่เห็นส่วนใหญ่ก็มาบินมาเยี่ยม มาดูงาน ถ่ายภาพ แล้วก็อ้างฟ้าอ้างฝน แต่ไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่รัฐบาลเดียว ตั้งแต่ที่ผมศึกษามา 20 กว่าปี ก็ยังไม่เห็นความมุ่งมั่นจริงจัง”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
ชี้ PM2.5 เป็นภัยเงียบ เสียชีวิตกระจายจนไม่ถูกนับเป็นวิกฤต
ศ.นพ.ชายชาญ ระบุด้วยว่า PM2.5 เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ไม่ถูกมองเป็นวิกฤต เพราะไม่ได้เกิดการเสียชีวิตพร้อมกันในจุดเดียว
“มันไม่เหมือนสงครามที่เห็นการเสียชีวิตชัดในพื้นที่เดียว ผู้ป่วยจะไปเสียชีวิตในโรงพยาบาล แล้วถูกระบุว่าเสียชีวิตจากสโตรก หัวใจขาดเลือด หรือติดเชื้อ แต่ไม่ได้ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ PM2.5”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทั่วโลก ยืนยันตรงกันว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดแม้ในผู้ไม่สูบบุหรี่
“PM2.5 เป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ มีผลทั้งระยะสั้น ระยะยาว และทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แม้ไม่ได้สูบบุหรี่”
ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการเตรียมระบบสาธารณสุขรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น เพื่อจำกัดความสูญเสียที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต.