สงครามอิหร่าน : บททดสอบนโยบายจีน
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
"ในขณะที่สหรัฐยุ่งอยู่กับการต่อสู้ในตะวันออกกลาง สหรัฐจะไม่สนใจอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จีนแสดงสิทธิ์ด้วยการสร้างความเข้มแข็งทางทหาร และการคุกคาม" ⸻ Allyson Horn สำนักข่าว ABC ออสเตรเลีย, 5 มีนาคม 2026
สงครามอิหร่านหรือจะเรียกว่า “วิกฤตการณ์อิหร่าน 2026” ก็คงไม่ผิดนัก กำลังกลายเป็นสถานการณ์ความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศที่มีความท้าทายอย่างมาก และมีนัยสำคัญต่อการกำหนดบทบาทของรัฐมหาอำนาจ และการจัดความสัมพันธ์ของบรรดารัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลกในอนาคต
เราคงต้องตระหนักว่า สถานะของอิหร่านมีความสำคัญต่อการสร้างอำนาจของรัฐมหาอำนาจที่ต่อต้านตะวันตก เพราะการสร้างพันธมิตรสำคัญในการเมืองโลกของฝ่ายตะวันออกนั้น มีองค์ประกอบหลัก 4 เสาหลักคือ จีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น “จตุรมิตร” ของการต่อต้านตะวันตก โดยเฉพาะการต่อต้านสหรัฐ
ฉะนั้น การโจมตีอิหร่านจึงเป็นประเด็นสำคัญในการเมืองโลก เพราะหากอิหร่านอ่อนแอลง จนระบอบการปกครองเดิมที่เป็นหนึ่งใน “เสาหลัก” ต่อต้านตะวันตกต้องล่มสลายลงแล้ว ดุลอำนาจทั้งในเวทีโลกและในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีความพลิกพันไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ในบทนี้จะพิจารณาถึงนโยบายของจีนต่อสถานการณ์การโจมตีอิหร่าน เพื่อให้เห็นถึงบทบาทของตัวแสดงสำคัญในการเมืองโลกว่า จีนจะกำหนดท่าทีของตนเองในเรื่องนี้อย่างไร ในทำนองเดียวกัน ท่าทีเช่นนี้คือภาพสะท้อนของนโยบายต่างประเทศจีนในการเมืองโลกปัจจุบันด้วย
สัญญาณจากปักกิ่ง
คงต้องยอมรับว่าเมื่อเริ่มต้นปี 2026 นั้น การดำเนินนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น มีลักษณะเป็นแบบ “เดินเกมเสี่ยง” มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา การปะทะกับยุโรปในเรื่องของกรีนแลนด์ การปิดล้อมด้านพลังงานต่อคิวบา จนมาถึงการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งในประเด็นสุดท้ายนี้ ไม่มีใครเดาใจผู้นำสหรัฐได้ว่าจะยอมรับการเจรจานี้เพียงใด
ในที่สุด สหรัฐและอิสราเอลตัดสินใจร่วมกันเปิดการโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อันนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วยนั้น มีคำถามในทางการเมืองระหว่างประเทศประการหนึ่งตามมาทันทีคือ จีนและรัสเซียจะดำเนินการตอบโต้อย่างไรหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า อิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของประเทศทั้ง 2 ดังที่กล่าวแล้ว
จีนและรัสเซียจะทำเพียงยืนดูอิหร่านถูกกระทำ และไม่ตอบโต้อะไร เสมือนหนึ่งยืนดูอิหร่านถูกทรัมป์และเนทันยาฮูช่วยกันลง “สหบาทา” จนปางตายเช่นนั้นหรือ เพราะหากอิหร่านพ่ายแพ้ พันธมิตรหลักของการต่อต้านตะวันตกจะเหลือ 3 เสาหลักคือ จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ
ในกรณีของรัสเซีย เราอาจจะตอบได้ว่ารัสเซียยังติดกับดักสงครามอยู่ในยูเครน การจะขยับตัวออกมามีบทบาทในตะวันออกกลางยามนี้ อาจจะไม่ง่ายนัก และปูตินยังต้อง “ดีล” กับทรัมป์เพื่อที่จะยุติปัญหาสงครามยูเครนให้ได้ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร
แต่ในอีกด้านที่สำคัญสำหรับรัสเซีย อิหร่านคือผู้สนับสนุนอาวุธรายใหญ่ในสงครามยูเครน ดังจะเห็นได้ว่าการเปิด “สงครามโดรน” ของรัสเซียนั้น เป็นผลโดยตรงจากการอาศัยโดรนราคาถูกจากอิหร่านในการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในยูเครน จนต้องยอมรับว่า ด้วยอำนาจ “โดรนโจมตี” ของอิหร่าน ทำให้รัสเซียสามารถทำสงครามทางอากาศในยูเครนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีของจีน น่าสนใจอย่างมากว่า ผู้นำจีนจะกำหนดท่าทีอย่างไรต่อปัญหาสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่จีนสามารถแสดงออกได้ในเวลาเช่นนี้คือ การส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจีนกังวลและไม่เห็นด้วยกับปัญหาการโจมตีอิหร่านอย่างมาก และเรียกร้องให้สหรัฐและอิสราเอลยุติปฏิบัติการทหาร พร้อมกับหันกลับสู่การเจรจา และจีนหวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมกันนี้ ก็เรียกร้องให้มีการเจรจากันมากขึ้น
ถ้าหวังจะให้จีนแสดงออกมากกว่านี้ หรือไปสุดทางด้วยการเข้าแทรกแซงปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อาจไม่เป็นจริงเท่าใดนัก เพราะจากการโจมตีอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 หรือที่เรียกกันว่า “สงคราม 12 วัน” นั้น จีนก็แสดงออกเพียงการประณามความรุนแรงที่เกิดกับอิหร่าน และไม่เกินกว่านั้น อันทำให้มีข้อสังเกตว่า จีนแสดงบทบาทเป็นแบบ “ไซด์ไลน์” เสมือนหนึ่งเป็น “คนดูข้างสนาม” มากกว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องในวิกฤตที่เกิดขึ้น
เราอาจต้องมองในอีกมุมหนึ่งว่า จีนเองก็อาจจะไม่พร้อมเต็มที่ที่จะลงไป “ชนตรงๆ” กับสหรัฐในสนามการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน จีนเองก็มีผลประโยชน์เฉพาะหน้าอยู่ ดังนั้น จีนจึงไม่อยากจะเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับทรัมป์ในเวลานี้
ผลประโยชน์ของจีน
ถ้าตีความจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า จีนจำเป็นต้องประคับประคองผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะเกิดการพบปะระหว่างประธานาธิบดีของประเทศทั้งสอง ซึ่งประมาณว่าการพบครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ที่กรุงปักกิ่ง และจีนเองไม่อยากทำให้เกิดภาพของความขัดแย้งก่อนที่การพบกันของ 2 ผู้นำจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ผ่านมาจีนมีความเติบโตทางทหารอย่างมาก ดังปรากฏให้เห็นจากสื่อต่างๆ ทั้งจีนกับอิหร่านเองก็เคยมีการซ้อมรบร่วมกันในปี 2017 เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงต่อกัน ตลอดจนถึงการที่จีนมีฐานทัพเรือในจีบูติ เพื่อที่จะรองรับต่อบทบาททางทหารของจีนในพื้นที่แถบนี้ แต่หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า จีนวางน้ำหนักของผลประโยชน์แห่งชาติของจีนไว้กับปัญหาในเอเชียมากกว่า อันได้แก่ ปัญหาข้อพิพาทตั้งแต่ไต้หวัน ลงมาจนถึงหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนถือเป็นผลประโยชน์หลัก และเป็นผลประโยชน์สำคัญที่จีนจะไม่ประนีประนอมด้วย
แม้ในมิติความมั่นคงด้านพลังงาน จีนจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากตะวันออกกลาง กล่าวคือ จีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 13% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเล (ตัวเลขปี 2025) แต่ปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนในเอเชียดูจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า อีกทั้งจีนมีทางเลือกในการนำน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียเข้ามาใช้ด้วย อันทำให้ความขาดแคลนน้ำมันจากอิหร่านอาจมีผลในระยะสั้น และอาจเป็นโจทย์ที่จีนสามารถรับมือได้ไม่ยาก
ดังนั้น จีนจะเข้าไปมีบทบาททางการทูตในตะวันออกกลางก็ต่อเมื่อจีนเห็นโอกาสที่เปิดให้ เช่น การเข้าไปเป็นคนกลางเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียในปี 2023 ซึ่งต้องยอมรับว่า การสร้างความสัมพันธ์ในระดับปกติระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียได้นั้น ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของจีนในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้จีนเองเฝ้ามองบทเรียนของสหรัฐจากการเข้าไปเปลี่ยนระบอบการปกครองในอัฟกานิสถานและในอิรัก ในปี 2001 และ 2003 ตามลำดับ จีนสรุปจากบทเรียนอเมริกันที่จะไม่พาตัวเองเข้าไปติด “กับดักสงคราม” เช่นนั้นอีก ดังจะเห็นได้ว่าสหรัฐเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถานนานถึง 20 ปี ซึ่งจีนจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะเช่นนั้นกับตัวเองเป็นอันขาด
ดังนั้น การคาดหวังว่าจีนจะเข้าแสดงบทบาทอะไรที่มากกว่าการประณามความรุนแรงและการเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา ก็อาจเป็นความหวังที่ไม่เป็นจริง โดยเฉพาะจีนไม่ต้องการเข้าไปมีบทบาทในลักษณะของการเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงในพื้นที่มีปัญหาข้อพิพาท โดยเฉพาะพื้นที่อย่างตะวันออกกลาง กล่าวคือ จีนจะไม่โดดลงไปมีบทบาทในพื้นที่เช่นนั้น
ในกรณีนี้ จีนอาจจะมองว่า การมีบทบาทในลักษณะดังกล่าวอาจกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงโดยตรงต่อผลประโยชน์ของจีน โดยเฉพาะผลประโยชน์ระยะยาว อันส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนมี “ความจำกัด” ในตัวเอง หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพในทำนองเดียวกันคือ บทบาทของจีนในยูเครน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจีนไม่มีบทบาทที่ชัดเจนอะไร ยกเว้นการเรียกร้องให้รัฐคู่พิพาทหันมาเจรจา
การดำเนินนโยบายในลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้เกิดมุมมองในอีกแบบว่า จีนมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอย่างจำกัด อันเป็นผลจากความพยายามที่จะจำกัดบทบาทของตนเองในเวทีใหญ่ อันทำให้เกิดมุมมองตามมาว่า บทบาทของจีนในการ “เชฟ” (หรือกำหนด) ความเป็นไปในเวทีการเมืองโลกนั้น น่าจะยังมีความจำกัด และยิ่งเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดในเวทีสากล ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังอำนาจทางทหารของรัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐแล้ว จีนเองก็ดูจะระมัดระวังอย่างมาก
ไม่เห็นด้วย-ไม่ชน-ไม่ปะทะ
ฉะนั้นหากพิจารณาในภาพรวมแล้ว เราจะเห็นได้ว่า จีนอาจสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลของประธานาธิบดีมาดูโรในเวเนซุเอลา แต่เมื่อเกิดการกระทำจากสหรัฐ จีนก็จะไม่เข้าแทรกแซง และทำเพียงการประณาม ซึ่งในกรณีของอิหร่านก็ดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนหลายฝ่ายสรุปว่า ผู้นำจีนยังไม่พร้อมที่จะ “ชน” กับผู้นำอย่างทรัมป์ตรงๆ อีกทั้งจีนคาดหวังว่าการพบกันในระดับ 2 ผู้นำที่กรุงปักกิ่ง อาจจะเอื้อประโยชน์ให้แก่จีนมากกว่า หรืออาจมีประเด็นทางการค้าสำคัญที่จีนจำเป็นต้องต่อรองกับสหรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นกำแพงภาษี มากกว่าการตัดสินใจชนกับสหรัฐในปัญหาอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนอาจแสดงออกถึง “ความอึดอัดและไม่เห็นด้วย” ต่อการทำสงครามของทรัมป์ด้วยการโจมตีอิหร่าน แต่แน่นอนว่า ท่าทีเช่นนี้ไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมสุดโต่งของทรัมป์ในเวทีโลกได้ ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนเองก็ไม่ต้องการให้การแสดงท่าทีแบบไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ จนกลายเป็นการ “ปะทะทางการเมือง” นั้น เป็นสิ่งที่จีนจะไม่กระทำ เพราะถ้าทรัมป์ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเยือนจีนแล้ว จีนมองว่าน่าจะทำให้จีนเสียประโยชน์มากกว่า และปัญหาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐในปัจจุบันก็มีความยุ่งยากมากพอแล้ว โดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มปัจจัยอิหร่านเข้าไปอีกแต่อย่างใด
สงครามน้ำลาย
เราอาจสรุปได้ง่ายๆ ในสถานการณ์ปัจจุบันว่า จีนจะไม่ยอมแลกอิหร่าน กับการต้องสูญเสียโอกาสในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐไป เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้จีนเสียผลประโยชน์ระยะยาว หรืออาจกล่าวได้ว่าถ้าต้องเลือกระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จีนจำเป็นต้องเลือกสหรัฐ เพราะมีประเด็นทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน จนถึงปัญหาความมั่นคง ทั้งกรณีไต้หวัน และหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจีนจะไม่ทำ “สงครามน้ำลาย” กับทรัมป์ และอาจจะทำหนักด้วย
ในอีกด้าน ผู้นำสหรัฐอาจจะดีใจว่าจีนไม่เข้ามาแทรกแซงโดยตรง ทำให้สหรัฐและอิสราเอลสามารถจัดการกับอิหร่านได้เต็มที่ กระนั้น ก็ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าอิหร่านต้องยอมยกธงขาวให้แก่ทรัมป์และเนทันยาฮูแต่อย่างใด… สงครามอาจจะไม่จบง่าย และมักจะยาวกว่าที่เราคิดเสมอ!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามอิหร่าน : บททดสอบนโยบายจีน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly