รัฐอัดงบแก้ 4 ความเสี่ยงใหญ่ กูรูชี้เป้าหุ้นพลังงาน-โครงสร้างพื้นฐาน รับอานิสงส์
ในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรงตัวบนความเปราะบาง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้เป็นเพียงความหวังทางการเมือง แต่กำลังกลายเป็นตัวเร่งเกมเศรษฐกิจและตลาดทุน ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ตลาดรอไม่ใช่แค่รายชื่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี แต่คือทิศทางนโยบายที่จะอัดฉีดลงสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อมีความชัดเจนของการแถลงนโยบาย จึงเปรียบเสมือนจุดตั้งต้นของการปลดล็อกเชิงนโยบายครั้งใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลที่มีอำนาจและงบประมาณที่เต็มมือ ซึ่งเปิดทางให้มาตรการเร่งด่วนสามารถขับเคลื่อนได้ทันที โดยเฉพาะการรับมือความเสี่ยงรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน สังคม และความมั่นคง ที่กำลังกดทับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ 'รัฐจะทำอะไร' แต่คือ 'เงินจะไหลไปไหน และหุ้นตัวใดจะได้อานิสงส์' เพราะทุกนโยบายเศรษฐกิจ ย่อมมีปลายทางอยู่ที่ภาคธุรกิจ และสุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจถูกเคลื่อนไปได้ก็จะสะท้อนกลับมาที่ราคาหุ้น
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้ ครม.ใหม่ คาดจะมีแถลงนโยบายช่วง 7-9 เม.ย. นี้ เมื่อได้รัฐบาลอำนาจเต็ม และงบประมาณเต็มที่ ไม่ต้องติดเรื่องภาระผูกพันอีกต่อไป คาดนโยบายเร่งด่วนรับมือภัย 4 ด้าน ผ่านงบประมาณเต็มจะเน้นผลเรื่อง
- ภัยเศรษฐกิจ (ลดค่าน้ำมันทันที, เติมกำลังซื้อ, แก้หนี้)
- ภัยธรรมชาติ (เช่น PM2.5)
- ภัยความมั่นคง
- ภัยสังคม (สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ยาเสพติด) นอกจากนโยบายเร่งด่วนระยะสั้น คือ ลดค่าครองชีพ ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเลี่ยงภาวะติดหล่ม
จากประเด็นดังกล่าวส่งผลให้คาดว่าหุ้นชุดถัดไปที่จะได้ประโยชน์ ต่อจากหุ้นน้ำมัน ปิโตรฯ โรงกลั่น ตามมุมมองกลยุทธ์ที่ทางฝ่ายให้ไว้ล่วงหน้า ที่คาดว่าจะเห็นผลระยะกลาง-ยาว คือ หุ้นด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ยกตัวอย่างเช่น ร่าง PDP ใหม่กระจายไปพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น, ต้องเพิ่มสายส่ง แบตเตอร์รี่สำรองไฟ จุดชาร์ตไฟ ระบบโซลาร์ ซึ่งในช่วงนี้จะสังเกตได้ว่า ธุรกิจโซลาร์ และสำรองไฟจะค่อนข้างขายดี
หุ้นเชื่อมโยงได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมผ่านการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมการผลิตเชื่อมโยง พลังงานหมุนเวียน เช่น แบตสำรองไฟ รถไฟฟ้า โซลาร์ฟาร์ม ดาต้าเซนเตอร์ที่มาพร้อมกับ Direct PPA พลังงานสีเขียวซึ่งจะเชื่อมโยงไปที่หุ้น EPC และหุ้นขายน้ำขายไฟให้นิคมฯ
โดยหุ้นกลุ่มนี้จะได้แรงสนับสนุนด้วยนโยบาย BOI Fast pass ที่จะดึงเงินลงทุนทางตรง เพื่อเร่งกระตุ้น GDP ขณะที่ภาคบริการ และบริโภคในประเทศ ถูกกระทบจาก ภาวะเงินเฟ้อ ของแพง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนการลงทุนในช่วงนี้นั้น ทางฝ่ายแนะนำสะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง โดยเน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร เป็นต้น
ท้ายที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการแถลงนโยบายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเพื่อรับมือความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน สังคม และความมั่นคง ซึ่งมีผลต่อภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นในระบบโดยรวม
ในมิติของตลาดทุน การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายสะท้อนให้เห็นการเคลื่อนย้ายโอกาสจากกลุ่มธุรกิจเดิมไปสู่กลุ่มที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานรูปแบบใหม่ ขณะที่ภาคบริโภคยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อ
ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการติดตามทิศทางนโยบายและการดำเนินการของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินปัจจัยพื้นฐานของแต่ละธุรกิจท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน