โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทีทีบีขยายแผนซื้อหุ้นคืน 4 ปี เพิ่มวงเงินแตะ 3.5 หมื่นล้าน

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
ทีทีบีขยายแผนซื้อหุ้นคืนเป็น 4 ปี พร้อมเพิ่มวงเงินแตะ 35,000 ล้านบาท เดินหน้าปรับกลยุทธ์ใช้ General Offer ลดความเสี่ยงจากตลาดผันผวน ย้ำฐานเงินกองทุนยังแกร่ง รองรับการเติบโตในอนาคต

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการซื้อหุ้นคืน โดยย้ำว่าธนาคารมุ่งบริหารโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นในปัจจุบัน พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การขยายขอบเขตโครงการ และการปรับรูปแบบการซื้อหุ้นคืน

ในด้านการขยายโครงการ ธนาคารได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ให้เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท จากเดิม 21,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาโครงการเป็น 4 ปี (2568–2571) จากเดิม 3 ปี โดยแม้การปรับดังกล่าวไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น แต่ธนาคารดำเนินการเพื่อความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ทีทีบียังได้ปรับแผนการซื้อหุ้นคืนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด โดยโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ซึ่งดำเนินการผ่านระบบซื้อขายอัตโนมัติในตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 19 สิงหาคม 2569 จะสิ้นสุดก่อนกำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เนื่องจากความผันผวนในตลาดหุ้นที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารมีมติเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 ด้วยวิธี General Offer หรือการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2569 วงเงินรวม 9,245 ล้านบาท โดยกำหนดช่วงราคาซื้อหุ้นคืนเบื้องต้นที่ 2.20–2.28 บาทต่อหุ้น และจะประกาศราคาสุดท้ายภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

นายปิติกล่าวว่า การปรับมาใช้วิธี General Offer จะช่วยลดความไม่แน่นอนจากภาวะตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการ เนื่องจากใช้ระยะเวลาเพียง 10 วันทำการ อีกทั้งการยกเลิกระยะเวลาพักคอย 6 เดือนก่อนเริ่มโครงการใหม่ ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารแผนซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) จะยังอยู่ในระดับสูงกว่า 19% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (D-SIBs) และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 12% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับการเติบโตและความเสี่ยงในอนาคตอย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...