BCPG เดินหน้าสู่แพลตฟอร์มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมลงทุนโซลาร์รูฟท็อป
BCPG มุ่งเดินหน้าสู่แพลตฟอร์มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร หลังผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 722 ล้านบาท เติบโต 373.5% จากแรงหนุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ โครงการพลังงานลมในลาว และการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจ District Cooling พร้อมลงทุนในโซลาร์รูฟท็อป คลังน้ำมัน และโครงการพลังงานใหม่ในเอเชีย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
13 พฤษภาคม 2569 บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 373.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.3% สะท้อนผลสำเร็จของการปรับโครงสร้างธุรกิจจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน สู่การเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีแหล่งรายได้หลากหลายและมีเสถียรภาพมากขึ้น
ผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับประโยชน์จากรายได้ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Capacity Payment) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน Laos ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568
อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ในไตรมาสนี้ คือการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง หรือ District Cooling ภายใต้บริษัท Prathumwan Smart District Cooling Co., Ltd. ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยบริษัทรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์สินทรัพย์ภายใต้สัญญา Build-Transfer-Operate (BTO) มูลค่า 345.3 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 BCPG มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,961.2 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 1,475.8 เมกะวัตต์ โครงการระหว่างพัฒนา 250.4 เมกะวัตต์ และโครงการใน Pipeline อีก 235 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งขยายการลงทุนไปยังธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ คลังน้ำมันขนาด 716.5 ล้านลิตร และโครงการ District Cooling ระยะที่ 1 ขนาด 3,000 Refrigeration Tons
โครงสร้างพอร์ตการลงทุนของบริษัทในปัจจุบันประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังน้ำในภูมิภาคเอเชีย โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถือเป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 58% ของกำลังการผลิตทั้งหมด สะท้อนกลยุทธ์การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและสินทรัพย์ที่มีรายได้ประจำจาก Capacity Payment
ในด้านผลการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 1,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรปกติ (Core Profit) อยู่ที่ 630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218% จากปีก่อน แสดงให้เห็นถึงคุณภาพกำไรที่แข็งแกร่งจากการดำเนินธุรกิจหลัก
โรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดในไตรมาสนี้ โดยสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ BCPG จำนวน 764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากปีก่อน หลังราคา Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ขณะเดียวกัน โครงการพลังงานลมในลาวสร้างส่วนแบ่งกำไรจำนวน 206 ล้านบาท แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน เนื่องจากเป็นการรับรู้ผลประกอบการเต็มไตรมาสหลังเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์
ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยยังคงสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ 338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากปริมาณรังสีแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้น และการรับรู้รายได้จากโครงการโซลาร์รูฟท็อปใหม่ ขณะที่ธุรกิจคลังน้ำมันสร้างรายได้ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากปีก่อน จากการปรับอัตราค่าเช่าและประสิทธิภาพการให้บริการที่สูงขึ้น
ในช่วงไตรมาสแรก BCPG ยังได้เข้าซื้อกิจการโครงการโซลาร์รูฟท็อปขนาดรวม 17.5 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและขยายฐานลูกค้าในภาคธุรกิจ
ด้านแผนการลงทุนระยะต่อไป บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในไต้หวันขนาด 234 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะทยอยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป ขณะที่โครงการ District Cooling มีแผนขยายกำลังการผลิตจาก 3,000 Refrigeration Tons เป็น 18,000 Refrigeration Tons ภายใต้สัญญาระยะยาว 20 ปี โดยมี Property Management of Chulalongkorn University เป็นลูกค้าหลัก
ในด้านฐานะการเงิน BCPG เดินหน้าลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกได้ชำระคืนหนี้ล่วงหน้า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 4.0 เท่า จาก 5.4 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 0.9 เท่า
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ตอกย้ำทิศทางการเติบโตของ BCPG ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรในระดับภูมิภาค โดยอาศัยการกระจายการลงทุน การบริหารพอร์ตสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างกระแสเงินสดประจำที่มั่นคง ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว