จาก Sell in May สู่ Buy for Income: โอกาสใหม่ของนักลงทุน
#ทันหุ้น-ในปี 2026 ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเดิมที่เน้นผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “กระแสเงินสด” (Income) มากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่เติบโตจำกัดและความผันผวนของตลาดยังคงอยู่ แนวโน้มนี้ทำให้สินทรัพย์อย่าง “หุ้นปันผล” และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง Fixed Coupon Note (FCN) กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในการเสริมพอร์ต
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือฤดูกาลลงทุน โดยข้อมูลย้อนหลังชี้ว่าเดือนพฤษภาคมมักเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยอ่อนตัว จากแรงขายเชิงเทคนิคและผลกระทบหลังขึ้นเครื่องหมาย XD อย่างไรก็ตาม การปรับฐานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ แต่กลับกลายเป็น “จังหวะสะสม” สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนวคิดจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “Sell in May” ไปสู่การเลือกซื้อสินทรัพย์คุณภาพในช่วงตลาดอ่อนตัว
ในแง่ความน่าสนใจ หุ้นปันผลยังคงโดดเด่นจากระดับ Dividend Yield ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร สิ่งนี้สะท้อนว่าหุ้นปันผลยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ดี โดยเฉพาะในช่วงที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตโดดเด่น เงินปันผลจึงกลายเป็นแหล่งรายได้หลัก พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “กันชน” ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
ข้อมูลจากทีม Structured Product หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าในบริบทเดียวกัน FCN หนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินที่เข้ามาเสริมบทบาทได้อย่างชัดเจนในฐานะเครื่องมือที่ตอบโจทย์การลงทุนแบบเน้นสร้างกระแสเงินสด โดย FCN ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยเงินสดคงที่ เฉลี่ย 8-12% ต่อปี ขึ้นอยู่กับหุ้นอ้างอิงที่เลือก มีอายุ 3 เดือน 6 เดือน และเงื่อนไขของสัญญาแบบสรุป 3 รูปแบบ คือ
- ราคา “อยู่ในกรอบ” → รับดอกเบี้ยต่อเนื่อง
- ราคา “ขึ้นทะลุกรอบบน (Knock Out)” → เกิดการ Knock Out จบสัญญาก่อนกำหนด
- ราคา “หลุดกรอบล่าง (Knock In)” → มีโอกาสรับเงินต้นในรูปแบบของหุ้นอ้างอิง
อย่างไรก็ตาม FCN มีโครงสร้างความเสี่ยงเฉพาะตัว โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการรับหุ้นอ้างอิงแทนเงินต้น หากราคาหุ้นปรับตัวต่ำกว่าระดับราคากรอบล่างที่กำหนด ดังนั้น การเลือกหุ้นอ้างอิงที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น กลุ่มเดียวกับหุ้นปันผลคุณภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวมากขึ้น
เมื่อพิจารณาเชิงกลยุทธ์ การผสมผสานระหว่างหุ้นปันผลและ FCN จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในสภาวะตลาดปัจจุบัน หุ้นปันผลช่วยสร้างทั้งโอกาสการเติบโตและรายได้จากเงินปันผล ขณะที่ FCN ช่วยเพิ่มความแน่นอนของกระแสเงินสดและลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต การใช้จังหวะตลาดอ่อนตัวในเดือนพฤษภาคมทยอยสะสมสินทรัพย์ทั้งสองประเภท จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์เชิงรับ แต่เป็นการวางรากฐานของพอร์ตที่มั่นคงในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม FCN เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ตามประกาศ ก.ล.ต. เท่านั้น และเป็นตราสารที่ไม่มีการคุ้มครองเงินต้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ รวมถึงขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงของตนเอง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แนะนำการลงทุนของท่าน หรือBLS Customer Service โทร. 0 2618 1111