โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เก็งข้อสอบวิชาการศึกษาไทยให้รัฐมนตรีศึกษาคนใหม่

The MATTER

เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 08.59 น. • Politics

ต้อนรับการมาของรัฐมนตรีศึกษาธิการป้ายแดง ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมกับแนวข้อสอบติวเข้มวิชา ‘การศึกษาไทย’ แบบตึงๆ ที่นักเรียนคนก่อนๆ ทำค้างเอาไว้ ทั้งเรื่องวิกฤตเด็กเกิดน้อย หลักสูตรล้าหลัง นักเรียนถูกละเมิดสิทธิ ครูทำงานหนัก ไปจนถึงภัยพิบัติจากโลกรวนที่ทำให้การศึกษาไทยปั่นป่วนไปตามๆ กัน

แน่นอนว่าโจทย์ปัญหาการศึกษาไทย ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเลือกตายตัว 4–5 ข้อ เพราะปัญหามันซับซ้อนและแตกต่างไปตามบริบทพื้นที่

แต่ก็ลองดูสิว่า วิธีการแบบข้อสอบปรนัยที่มักใช้ตัดสินศักยภาพของเด็กไทย จะใช้แก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้หรือไม่ หรือมันก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องเลิกคิดหา ‘คำตอบ’ จากวิธีการแบบเดิม แล้วจินตนาการถึงแนวทางใหม่ เผื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องมานั่งซ่อมวิชาการศึกษาไทยกันอีก?

วิกฤตเด็กเกิดน้อย โรงเรียนทยอยปิดตัว

นับเป็นปีที่ 5 แล้ว นับตั้งแต่ที่จำนวนการเกิดน้อยกว่าจำนวนการตาย โดยสถิติปีล่าสุด (2568) บอกว่าเมืองไทยมีทารกเกิดใหม่เพียง 4 แสนนิดๆ เท่านั้น นี่กลายเป็นปัญหาโดมิโน่ที่ส่งผลถึงจำนวนนักเรียนในระบบการศึกษา โรงเรียนเกือบ 2,000 โรงต้องปิดตัวลง และน่าสนใจที่กว่า 99% ที่ปิดตัวไปนั้น ล้วนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทั้งสิ้น

สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ มีนักเรียนไทยราว 1.3 ล้านคน กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก พวกเขาขาดโรงเรียนเหล่านี้ไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่มีต้นทุนมากพอที่จะเข้ามาศึกษาโรงเรียนขนาดใหญ่ในตัวเมือง และทำให้หลายคนถูกตัดขาดจากระบบการศึกษาไป

ที่ผ่านมามีความพยายามในการหาทางออก เช่น ข้อเสนอให้ยุบโรงเรียนเล็กในตำบลเดียวกัน โอนนักเรียนไป และจัดสรรค่าเดินทางให้ในกรณีที่เด็กต้องเดินทางไกลจากบ้านมากขึ้น แต่ก็จะมีข้อโต้แย้งอีกเช่นกันว่า การศึกษาไม่ควรเพิ่มอุปสรรคในชีวิต

นั่นจึงนำไปสู่อีกข้อเสนอหนึ่ง คือให้มีการเวียนครู โดยครู 1 คนอาจควบสอน 2 โรงเรียน หรือให้ครูสอนควบชั้นเรียน เช่น เอาเด็ก ป.1–ป.2 มาเรียนพร้อมกัน โดยครูผลัดสอนไปมาในหนึ่งคาบ เพื่อแก้ปัญหาที่โรงเรียนเล็กมีครูไม่ครบจำนวนชั้น จากเงื่อนไขอัตรากำลัง รวมถึงการจัดหาครูมาสอนได้ยากเพราะโรงเรียนทุรกันดาร แต่นั่นก็นำไปสู่อีกปัญหาเช่นกันว่า แล้วเด็กจะได้รับคุณภาพการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานหรือไม่?

ครั้นจะให้ส่วนกลาง (กระทรวง) มานั่งชี้นิ้วว่าโรงเรียนไหนควรยุบหรือควรสอนกันยังไง ก็คงไม่ทันการ และเป็นภาระมากเกินไป จึงมีข้อเสนอมาอีกว่า ถ้างั้นก็โอนสังกัดให้ท้องถิ่นเป็นคนดูแล เพราะเรามีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว เช่น อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องงบ คิดทำได้เร็วและเข้าใจบริบทพื้นที่ได้ลึกซึ้งกว่าส่วนกลาง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องงบฯ ท้องถิ่นก็ยังมีอย่างจำกัด และบางโรงเรียนก็ไม่สนใจที่จะย้ายสังกัด เพราะเชื่อว่าการสังกัดกับ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จะให้ความมั่นคงทางอาชีพมากกว่า

คะแนน PISA ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ทุกๆ 4 ปี ทุกประเทศสมาชิกของ OECD รวมถึงไทยต้องเข้ารับการประเมินข้อสอบ PISA ซึ่งเป็นรูปแบบข้อสอบที่แตกต่างจากที่เราเข้าใจกัน นักเรียนอายุ 15 ปีจะได้โจทย์ที่จำลองจากสถานการณ์จริง เพื่อวัดความสามารถของนักเรียนในการคิด วิเคราะห์ โดยใช้พื้นฐานความรู้จากวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน นอกจากนี้ PISA ยังเก็บข้อมูลจำพวก ฐานะเศรษฐกิจ สุขภาพ โภชนาการ ความสัมพันธ์ ตลอดจนสิทธิเสรีภาพในโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้งสิ้น

พูดง่ายๆ คือ นี่ไม่ใช่ข้อสอบวัดศักยภาพเด็ก แต่เป็นข้อสอบวัดกึ๋นการศึกษาไทย ว่าคุณเตรียมเด็กได้พร้อมแค่ไหนต่อการรับมือโจทย์ในโลกปัจจุบัน แต่ผลรอบล่าสุดก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า เด็กไทยทำคะแนนทุกรายวิชาได้ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะทักษะการอ่านที่ดิ่งลงอย่างมาก ซึ่งน่ากังวลว่า ถ้าเด็กอ่านหนังสือไม่แตก แล้วเด็กจะทำความเข้าใจความรู้ในวิชาอื่นๆ ได้อย่างไร

ก็ไม่ใช่ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะนิ่งนอนใจ เราจะเห็นว่าเริ่มมีการปรับใช้หลักสูตรใหม่ในระดับประถมศึกษาที่เน้นการประยุกต์ใช้มากขึ้น (แต่เวิร์กไหมนี่อีกเรื่อง ต้องติดตามกันต่อไปสักพัก) มีการติดตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้เข้ามาอยู่ในสายตามากขึ้น ตลอดจนวิธีการที่มักใช้กันเมื่อรู้ว่าคะแนนสอบตก ก็คือการจัดอบรมให้ครูไปติวเข้มเด็กเพื่อทำข้อสอบ PISA ให้ได้ และมีโครงการโรงเรียนพี่ติวสอบโรงเรียนน้องด้วย

คือถ้าจะหวังแค่ให้คะแนนสอบดีขึ้น เราก็อาจจะเน้นติวกันให้มากๆ เข้าไว้ก็ได้ แต่นั่นก็อาจไม่ได้การันตีว่า คุณภาพการศึกษาโดยรวมมันจะดีขึ้น โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามเพิ่มคะแนน PISA ให้สูงเข้าไว้ แต่คือการย้อนกลับไปดูว่ามี ‘ปัจจัย’ ใดอีกบ้างที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทย ซึ่งตามข้อแนะนำของ OECD ก็มีระบุไว้อย่างรอบด้าน เช่น การปฏิรูปหลักสูตร ลดภาระงานครู และสร้างโรงเรียนให้เด็กเป็นเจ้าของร่วม เป็นต้น

แต่ทั้งหมดนี้มันทำให้เสร็จข้ามคืน หรือแค่รัฐบาลสมัยเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง จวบจนที่เด็กรุ่นหนึ่งจะสำเร็จการศึกษาไปเป็นอย่างน้อย

โรงเรียนนิยมอำนาจ

สถานการณ์ด้านสิทธิของเด็กไทยยังคงน่าเป็นห่วง แม้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนกฎกระทรวงว่าด้วย ‘ทรงผมนักเรียน’ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีครูที่ใช้อำนาจจับเด็กกล้อนผมอยู่เนืองๆ บังคับให้ตัดผมเพื่อที่จะได้มีสิทธิสอบ หรือที่หนักที่สุดคือ การใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อรับใบจบการศึกษาก็มี (ปพ.1)

ศธ. ในสมัยรัฐมนตรีเพิ่มพูน ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย เคยออกมาย้ำกำชับว่า ตอนนี้ได้ยกเลิกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับทรงผมนักเรียนไปหมดแล้ว และโยนดุลยพินิจในการตัดสินใจให้แต่ละโรงเรียนคิดวิธีการออกแบบกฎระเบียบกันเอาเอง นั่นหมายความว่า โรงเรียนจะเลือกไม่รับฟังเสียงของเด็กในการออกแบบกติกาหรือไม่ก็ได้

เอาเข้าจริง การบังคับเด็กตัดผมก็อาจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่ดี ซึ่งนักเรียนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องได้ แต่นั่นก็เท่ากับว่า เราแค่เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับ ศธ. เปลี่ยนไปเป็นระหว่างนักเรียนและโรงเรียนแทน

น่าชวนคิดต่อว่า ศธ. ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะชูจุดเด่นเรื่องการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนได้มากเพียงใด ล่าสุดพรรคเองก็มีการนำเสนอแนวคิดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน’ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและคุ้มครองสวัสดิภาพของนักเรียนทุกคน (ยังไม่แน่ชัดว่าแตกต่างจากสายด่วน 1579 รับเรื่องร้องเรียนของ ศธ. อย่างไร) รวมถึง กลไกพิทักษ์สิทธิและประชาธิปไตยของเยาวชน อย่างสภานักเรียนหรือสภาเด็กฯ แต่ละท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทในประเด็นนี้อย่างไร

อนาคตที่เปราะบาง

เด็กบางคนต้องเร่งเรียน และเร่งตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่รู้ตัวเองได้เร็วกว่า เช่น การจัดทำพอร์ตฟอลิโอ ถ้ารู้ว่าจะเข้าคณะอะไรตั้งแต่ม.1 ก็จะมีเวลาหาพอร์ตได้เร็วกว่าเพื่อน หรือไม่ก็เตรียมอ่านหนังสือล่วงหน้าไปได้หลายขุม

แต่เด็กคนหนึ่งจะหาตัวเองเจอได้เร็วขนาดนั้น แปลว่าเขาได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ทางวิชาชีพและวิชาการที่หลากหลายจนตัดสินใจเลือกได้ เด็กที่มีต้นทุนมากกว่า ก็มีทางเลือกมากกว่า ส่วนเด็กบางกลุ่มเลือกออกจากระบบการศึกษา ราว 46% รีบหางานทำตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว การค้นหาความฝันจึงเป็นอีกประเด็นความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่

รายงานจาก UNICEF ยังสะท้อนว่า การศึกษาเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอยู่ในภาวะเครียด และผู้ปกครองมักคาดหวัดให้บุตรหลานมีผลการเรียนที่ดี ในขณะที่เยาวชนยังมีภาระที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยบทบาทอย่าง ‘ครูแนะแนว’ เคยถูกหยิบยกมาว่าจะส่งเสริมในรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน แต่ยังไม่เห็นวี่แววการผลักดันต่อหลังจากนั้น

ถึงเด็กๆ จะหาตัวเองเจอ รู้อาชีพที่ชอบ ทักษะที่ใช่ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่ราบรื่น ทั้งภัยสงคราม ภัยพิบัติ หรือปัญหาทางเศรษฐกิจล้วนท้าทายพวกเขา ทำให้การค้นหาตัวเองไม่ใช่กระบวนการที่สิ้นสุดลงในช่วงวัยเรียน แม้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ นี่จึงเป็นอีกโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้บทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ยกฐานะมาจาก กศน.

ว่าเขาจะสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรับมือกับอนาคตที่เปราะบางได้อย่างไร

ภาวะโลกรวน ป่วนการเรียนรู้

วิกฤตโลกรวนส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างรุนแรง UNICEF รายงานว่าในปี 2567 เด็กราว 250 ล้านคนทั่วโลกต้องหยุดการเรียน ทั้งจากน้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยที่เด็กกว่า 10 ล้านคนเสี่ยงต่อภัยพิบัติ แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังเปราะบางและไม่มีมาตรการรับมือที่แข็งแรงพอ

ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนรัฐอย่างน้อย 329 แห่งใน 14 จังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นราธิวาส และยะลา โดยภัยที่เกิดบ่อยที่สุด ได้แก่ พายุ ฝนตกหนัก และน้ำท่วม ทำให้สาธารณูปโภคสำคัญในโรงเรียนได้รับผลกระทบ และโรงเรียนที่ประสบภัยกว่าครึ่งหนึ่งพบนักเรียนมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคระบาดจากยุง หรือความร้อน

ผลสำรวจยังพบอีกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียนไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหลังเผชิญภัย ส่วนโรงเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้เพียงการแจ้งเตือนล่วงหน้า การอบรมเตรียมความพร้อม และการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหารและน้ำดื่มเท่านั้น

นี่ยังไม่นับถึงภัยความขัดแย้งระหว่างรัฐ เช่น ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ต้องหยุดเรียนและอพยพจากพื้นที่เป็นระยะ แถมยังสร้างบาดแผลทางใจให้เด็กที่เผชิญเหตุรุนแรงอีกด้วย จับตาต่อไปว่า บทบาทของ รมว.ศธ. คนใหม่ จะสามารถยืนหยัดเพื่อสิทธิทางการศึกษาและความปลอดภัยของเยาวชน ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วนขึ้นทุกวันได้หรือไม่

นอกจากเป็นครู คือเป็น ‘ข้า’ ของราชการ

ใครก็ทราบดีอยู่แล้วว่าครูไทยทำงานหนัก แต่งานที่เพิ่มพูนมาเหล่านั้น กลับเป็นงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนเด็กๆ โดยตรง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยข้อมูลเมื่อต้นปี 2569 ชี้ว่า 47% ของครู มีภาระงานล้นมือจนส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน และครูกว่าครึ่งยอมรับว่างานเหล่านี้ส่งผลให้ตนมีภาวะเครียดและ Burnout ต่ออาชีพของตน

นอกจากนี้ยังมีงานที่ครูต้องทำในฐานะ ‘ข้าราชการ’ เช่น ก่อนหน้านี้ครูต้องนอนเวร เพราะสถานศึกษาถือเป็นสถานที่ราชการ และพอเป็นสถานที่ราชการ จึงต้องมีการเฝ้าเวร จนนำไปสู่กรณีการที่ครูถูกทำร้ายในสถานศึกษา จากนั้นจึงมีการประกาศแก้ไขมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ครูไม่ต้องนอนเวรอีกต่อไป

ยังมีงานด้านการเงินและพัสดุที่เลื่องลือ เพราะเป็นตำแหน่งงานที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องได้ง่าย ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ครูการเงินต้องยอมเซ็นโยกงบฯ เพราะความต้องการของผู้อำนวยการโรงเรียน จนนำไปสู่การดำเนินคดีทุจริตและถูกสั่งปลดจากราชการ และที่น่ากังวลคือ ความกดดันนี้ส่งผลให้ครูเลือกจบชีวิตของตนเองลง ดังที่เคยปรากฎเป็นข่าวเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านมา

แม้อัตราการผลิตบัณฑิตวิชาชีพครู มีเพียงพอต่อจำนวนเด็กในประเทศที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่ครูไม่น้อยก็เลือกลาออกจากวิชาชีพ หรือออกจากสังกัดของรัฐ เพื่อหลีกหนีการทำงานภายใต้ระบบราชการที่เป็นพิษ แนวทางการคืนครูกลับสู่ห้องเรียน เป็นนโยบายที่หลายรัฐบาลประกาศชัดมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าเด็กไทยจะไปได้ไกล เมื่อครูได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ แต่ถึงอย่างนั้น ‘แนวคิดการปฏิรูปรัฐราชการ’ ที่เป็นหัวใจหลักของปัญหานี้ กลับยังไม่ได้มีการพูดถึงเท่าที่ควร

อ้างอิงจาก

theactive.thaipbs.or.th

policywatch.thaipbs.or.th

unicef.org

eef.or.th

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editor: Thanyawat Ippoodom

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...