คนไทยจ่อเจอค่าไฟแพง2ปี ปี69 เฉลี่ยที่ 4.4บาท/หน่วย แย่สุดอาจถึง 5.7บาท
แรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางต้องส่งผ่านมาถึงกระเป๋าผู้ใช้ไฟในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 91% จากความตึงเครียดที่ลุกลามสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญ
แม้จะมีสัญญาณการเจรจาหยุดยิง แต่ตลาดยังประเมินว่าราคาพลังงานจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี สะท้อนข้อจำกัดด้านอุปทานที่ยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น
ในฐานะประเทศที่ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ากว่า 50% ไทยจึงได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านต้นทุนการนำเข้า LNG ที่อ้างอิงราคาตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ต้องหยุดชะงัก และซ้ำเติมด้วยความเสียหายของแหล่งผลิตสำคัญในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การแข่งขันจัดหาก๊าซในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น และผลักดันต้นทุนพลังงานของไทยให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวศูนย์วิจัย SCB EIC ประเมินว่า ค่าไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นและทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี โดยในปี 2569 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอาจขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.4 บาทต่อหน่วย และมีความเสี่ยงแตะระดับ 5.7 บาทต่อหน่วยในกรณีเลวร้าย หากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยบรรเทาภาระต้นทุน ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจในวงกว้าง
สงครามตะวันออกกลางกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติและการจัดหา LNG ของไทยอย่างไร?
สงครามตะวันออกกลางที่ลุกลามสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญ ได้กดดันให้ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า 91% แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงและเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง แต่ตลาดยังประเมินว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทานยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น
การปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นปัจจัยกดดันหลัก เนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก ทั้งน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของอุปทานโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 80 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 19% ของอุปทาน LNG โลก ส่งผลให้การขนส่ง LNG ต้องหยุดชะงัก และสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโดยรวม ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบหลักเกิดขึ้นผ่าน 2 ปัจจัยสำคัญ
ปัจจัยที่ 1 : ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าโดยอ้างอิงดัชนี Japan-Korea Marker (JKM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 91% จากระดับ 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ (วันศุกร์ปิดตลาดสุดสัปดาห์) มาอยู่ที่ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ณ วันที่ 30 มีนาคม และยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงต้นเดือนเมษายน โดยหลังจากเกิดสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาปรับขึ้นทันทีเป็น 15.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ณ วันที่ 2 มีนาคม ก่อนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์โจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ Ras Laffan ของกาตาร์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม
เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้กำลังการผลิตจากแหล่ง Ras Laffan ลดลงราว 12.8 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 17% ของกำลังการผลิตจากแหล่งดังกล่าว คิดเป็นราว 3% ของอุปทาน LNG โลกที่หายไป โดยการฟื้นฟูการผลิตคาดว่าจะใช้เวลานาน 3-5 ปี จึงไม่สามารถเติมอุปทานกลับเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีการหยุดยิงหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้วก็ตาม
ผลจากอุปทานที่หายไปในระยะยาว ทำให้ประเทศผู้นำเข้า LNG จากกาตาร์ต้องเร่งจัดหาจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ส่งผลให้การแข่งขันด้านการจัดหาก๊าซเพิ่มสูงขึ้น และยิ่งผลักดันราคา LNG ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี โดยเฉพาะจากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าจะไม่สามารถจัดหาก๊าซทดแทนได้ทัน
อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปคาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะเริ่มกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้นหลังช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ที่จะช่วยชดเชยอุปทานจากกาตาร์ที่หายไปบางส่วน ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มปรับลดลงจากการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น
SCB EIC ประเมินว่าราคา LNG ในปี 2026 จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ระยะเวลาของสงคราม ระดับการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางสำรองอย่าง Yanbu และ Fujairah รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
- กรณีฐาน : สงครามยืดเยื้อ 2 เดือน การขนส่งพลังงานยังดำเนินการได้ราว 20% ของภาวะปกติ และไม่มีความเสียหายเพิ่มเติมของโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าราคา LNG จะทรงตัวในระดับสูง โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
- กรณีรุนแรง : สงครามยืดเยื้อ 4 เดือน และการขนส่งพลังงานลดลงเหลือประมาณ 10% ของภาวะปกติ จะส่งผลให้ราคา LNG ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าเพิ่มเป็นประมาณ 25.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
- กรณีรุนแรงมาก : หากสงครามลุกลามและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนการขนส่งพลังงานลดลงต่ำกว่า 10% ของภาวะปกติ จะทำให้ราคา LNG พุ่งขึ้นและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
ปัจจัยที่ 2 : ความเสี่ยงด้านการจัดหา LNG ของไทย โดยเฉพาะจากกาตาร์ที่ไม่สามารถส่งมอบได้ตามสัญญาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จากข้อจำกัดในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ภาครัฐต้องเร่งจัดหา LNG ทดแทนจากตลาดจร (Spot Market) ซึ่งมีราคาสูงขึ้นตามสถานการณ์
ในปี 2025 ไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG ประมาณ 1,228 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) คิดเป็น 27% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด โดยส่วนที่เหลือมาจากแหล่งอ่าวไทยและโครงการพัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (JDA) 2,936 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (63%) และจากเมียนมา 422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (9%)
ในส่วนของ LNG ที่นำเข้า ไทยมีการนำเข้าจากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากที่สุดประมาณ 251 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นราว 20% ของปริมาณการนำเข้า LNG ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ภายใต้กลไกการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของไทย ก๊าซจากอ่าวไทยจะถูกแบ่งไปยังโรงแยกก๊าซบางส่วนก่อนประมาณ 893 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากนั้นก๊าซที่เหลือจะถูกนำมารวมกับแหล่งอื่นในระบบ Pool gas เพื่อป้อนให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซจากอ่าวไทยในส่วนนี้มีประมาณ 2,043 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือ 55% ของ Pool gas
เมื่อรวมกับก๊าซจากเมียนมา 422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (11% ของ Pool gas) และ LNG นำเข้า 1,228 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (33% ของ Pool gas) จะพบว่าสัดส่วน LNG จากกาตาร์คิดเป็นประมาณ 7% ของ Pool gas ทั้งระบบ
ดังนั้น การที่ LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ตามสัญญาจึงมีนัยสำคัญต่อการจัดหาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ทำให้ผู้จัดหาก๊าซในประเทศ (Gas Shipper) ต้องเร่งจัดหา LNG จากตลาด Spot เพื่อทดแทนในปริมาณที่ขาดหายไป ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นตามระดับราคาตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
ราคา LNG ที่เพิ่มสูงขึ้นและการเร่งจัดหา LNG จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของไทยอย่างไร?
SCB EIC ประเมินว่า การเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทดแทนในตลาดจร (Spot Market) ที่มีราคาสูงขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูงอย่างน้อย 2 ปี โดยก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม ประเมินว่าราคา LNG (JKM) นำเข้าเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 11.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3.9 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในกรณีฐาน (Baseline) ประเมินว่าราคา LNG (JKM) นำเข้าเฉลี่ยในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเป็น 17.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ EFC (Electricity Fuel Cost) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 54% ของโครงสร้างเชื้อเพลิงทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ยังมีภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (Accumulated Factor: AF) จำนวน 35,928 ล้านบาท ที่ต้องทยอยชำระคืน ซึ่งจะผลักดันให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มเติมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในกรณีฐาน ค่าไฟฟ้าอาจปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 4.9 บาทต่อหน่วยในช่วงปลายปี 2026
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐเลือกใช้มาตรการขอให้ กฟผ. รับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (AF) ไว้ก่อนในระดับใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า จะช่วยจำกัดการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้า โดยทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.1 บาทต่อหน่วย และทยอยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วยในปี 2027
ในกรณีสถานการณ์รุนแรงมาก (Severe) หากสงครามลุกลามในวงกว้าง ส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อสำรองอย่าง Yanbu และ Fujairah ลดลงต่ำกว่า 10% และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก จะทำให้ราคา LNG (JKM) นำเข้าเฉลี่ยในปี 2026 พุ่งขึ้นถึงระดับ 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะผลักดันให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงถึงประมาณ 5.7 บาทต่อหน่วยในช่วงปลายปี 2026
อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐยังคงใช้มาตรการให้ กฟผ. แบกรับภาระค่า AF ไว้ก่อน จะช่วยลดแรงกระแทกต่อค่าไฟฟ้าได้บางส่วน โดยคาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในช่วงปี 2026-2027 จะอยู่ที่ประมาณ 4.3 บาทต่อหน่วย แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026 ที่ประมาณ 4.4 บาทต่อหน่วย และลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 4.2 บาทต่อหน่วยในปี 2027
SCB EIC ชี้ “ตรึงค่าไฟยิ่งเสี่ยง” แนะทยอยปรับ Ft-เร่งลดพึ่งพา LNG
SCB EIC ระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาวเพื่อลดความเปราะบางของระบบไฟฟ้าไทย
ระยะสั้น (ทำได้ทันที) : ภาครัฐสามารถบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft โดยทยอยปรับขึ้นอย่างยืดหยุ่นและกระจายต้นทุนออกเป็นหลายงวด เพื่อให้ผู้ใช้ไฟมีเวลาปรับตัวและลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม การตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งเท่ากับช่วงเดือนมกราคม–เมษายน จะทำให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (AF) เพิ่มจาก 35,928 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนเมษายน เป็นราว 41,000 ล้านบาทในช่วงปลายเดือนสิงหาคม และอาจพุ่งแตะ 70,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี หากราคา LNG ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดปี 2026
ภาระดังกล่าวจะกดดันฐานะทางการเงินของ กฟผ. โดยตรง ทั้งในด้านความสามารถในการทำกำไร ต้นทุนทางการเงิน และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังสะท้อนความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของรัฐ เนื่องจากรัฐบาลอาจต้องค้ำประกันหนี้หรืออัดฉีดเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม หากสถานการณ์พลังงานยืดเยื้อ
SCB EIC ยังแนะนำให้ภาครัฐจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและแนวโน้มราคาพลังงาน เพื่อใช้เป็นกรอบในการปรับค่าไฟฟ้าอย่างเหมาะสม พร้อมสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภาครัฐสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วนผ่านการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติให้มากกว่า 20% ของกำลังผลิตปกติ เช่น การนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญา รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพที่ยังมีกำลังการผลิตเหลือ ภายใต้ข้อจำกัดของระบบสายส่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซที่มีความผันผวนสูง
ระยะยาว : SCB EIC เสนอให้ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์พลังงานโดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (Base load) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับการจ่ายไฟตลอด 24 ชั่วโมง โดยยกตัวอย่างการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานในออสเตรเลียที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้โซลาร์ฟาร์ม
ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพซึ่งใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงบริหารจัดการสต็อกพลังงานและเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านพลังงาน
ในระยะยาว ยังควรพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งมีขนาดกำลังผลิต 10–300 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย มีความปลอดภัยสูง และสามารถหยุดการทำงานได้อัตโนมัติหากเกิดความผิดปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบหล่อเย็นจากภายนอก อีกทั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม
ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องรับมืออย่างไร?
ภาคประชาชนสามารถปรับตัวได้ทันทีและสามารถเตรียมตัวในระยะยาว อาทิ
ระยะสั้น (ทำได้ทันที) : ปรับพฤติกรรมการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27°C และใช้พัดลมร่วมกับแอร์ ลดภาระคอมเพรสเซอร์ อาจสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ ~5-10% จากปกติ รวมถึงการปรับหลอดไฟฟ้าแบบ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5
ระยะยาว : วางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือนเพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบที่ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพิจารณาติดตั้งเนื่องจากเป็นช่วงที่ภาครัฐได้ออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทั้งนี้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูง ก็จะทำให้ผู้ที่ติดตั้งคืนทุนได้เร็วขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน โดยเพิ่มฉนวนกันความร้อน ติดฟิล์มกันความร้อนที่กระจกและใช้หลังคาสะท้อนความร้อน เป็นต้น
ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันทีและสามารถเตรียมตัวในระยะยาว อาทิ
ระยะสั้น : บริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าเชิงรุกโดยปรับเวลาการผลิตให้เลี่ยงช่วงพีก นอกจากนี้ การหันมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังเป็นทางเลือกที่นิยมกันมากขึ้น โดยใช้ Energy Management & Monitoring ที่ติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงาน (Smart Meter / EMS) เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพ
ระยะยาว : ลงทุนผลิตไฟฟ้าเองด้วยโซลาร์รูฟท็อปและปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการปรับตัวทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ ESG และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว อาทิ การปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงให้กระบวนการผลิตใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตต่ำลง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีพื้นที่หลังคาของโรงงานและพื้นที่รอบข้างยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้โดยไม่ต้องลงทุนโดยการทำ Power Purchase Agreement (PPA) กับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
กล่าวโดยสรุป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียง LNG สำคัญของโลกต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อ้างอิง Japan-Korea Marker (JKM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความไม่แน่นอนด้านอุปทานดังกล่าวทำให้กาตาร์ไม่สามารถส่งมอบ LNG แก่ไทยได้ตามสัญญา ทำให้ไทยที่พึ่งพาการนำเข้า LNG มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ต้องจัดหา LNG ทดแทนในราคาตลาดที่สูงขึ้น ผลลัพธ์คือ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งดันค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ระดับ 4 บาทต่อหน่วยและสูงสุดถึง 4.4 บาทต่อหน่วยหากสงครามยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจ ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้ามาเร่งบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า
ในระยะสั้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงาน โดยการเพิ่มพลังงานสะอาด ชีวมวล และพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อลดการพึ่งพา LNG ในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนก็สามารถรับมือในระยะสั้นด้วยการประหยัดพลังงาน ขณะที่ภาคธุรกิจควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก ใช้ระบบติดตามพลังงาน และลงทุนผลิตไฟฟ้าเองจากโซลาร์รูฟท็อปในระยะยาว