โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลังออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ 4 แสนล้าน แก้สูตรแจกคนละครึ่ง 4,000 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 14.46 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 23.45 น.

คลังเล็งออก พ.ร.ก.กู้เงินแค่ 4 แสนล้าน “เอกนิติ” รัดเข็มขัดเข้ม-คุมกู้ภายใต้กรอบที่มีอยู่ หวังไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% สั่งตัดงบฯรายจ่าย ปี’70 ทั้ง“ดูงาน-พัฒนาจังหวัด-สร้างตึกใหม่” กวาดเงินตุน “หน้าตัก” รับมือวิกฤตลากยาว ขุนคลังแจงเตรียมเติมเงินใส่บัตรสวัสดิการเป็นเดือนละ 1,000 บาท พร้อมปรับสูตรคนละครึ่งรัฐจ่าย 60% เปิดลงทะเบียน พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีภาระต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เกิดแรงกระแทกต่อภาวะเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือการหาเงินเพื่อมาดำเนินมาตรการต่าง ๆ

รัดเข็มขัด-เงินกู้ 4 แสนล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตั้งเป้ากรอบวงเงินกู้ไว้ราว 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินสำหรับใช้เยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น 200,000 ล้านบาท และใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท

“ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะออก พ.ร.ก.วงเงินแค่ 400,000 ล้านบาท ไม่ถึง 500,000 ล้านบาท เพื่อจะไม่ไปกดดันว่าจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% และคาดว่าวงเงินระดับ 400,000 ล้านบาทน่าจะเพียงพอ แม้ว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนเงินงบประมาณอาจจะได้วงเงินไม่ถึง 80,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ก็เป็นไปได้ที่จะขยายเป็น 75% แต่ก็คงไม่ใช่ช่วงนี้ ทั้งนี้กรณีมูดีส์ประกาศปรับมุมมองเครดิตเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” ก็ช่วยลดแรงกดดันของประเทศไทยไปได้ แต่การดูแลฐานะการคลังก็ยังจำเป็น

ขณะที่นายเอกนิติให้สัมภาษณ์เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมาว่า ในการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ และได้มีมติให้ตัดงบฯรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งการดูงานต่างประเทศ การก่อสร้างใหม่

การออกโดย พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินจะไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของจีดีพี เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท มากกว่าวงเงินออก พ.ร.ก.กู้เงิน จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในขณะนี้

พร้อมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตใกล้ ๆ 1.4% ส่วนปีหน้า 2.2% จากผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

ตัดงบฯดูงาน-ก่อสร้างตึกปี’70

นายเอกนิติระบุว่า สำหรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อนำไปใช้ในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค. 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศ ก่อนที่งบประมาณปี 2570 จะบังคับใช้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินมาดูแลกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งจะเสริมกับเงินที่จะมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่คาดจะได้ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท

“การกู้มีความจำเป็น เพราะถ้าไม่กู้อาจจะมีอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า”

รองนายกฯกล่าวด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่มีวงเงินรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท จะมีการพิจารณาตัดงบฯที่ไม่จำเป็น ทั้งการดูงานต่างประเทศ งบฯพัฒนาจังหวัด งบฯก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะที่จะก่อสร้างตึกใหม่ต่าง ๆ เนื่องจากวันนี้ต้องดูแลประชาชนก่อน

เข้มใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ นายเอกนิติได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเรียกว่าฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น โดยสิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำ คือดูงบประมาณในส่วนอื่น ว่ามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็น พ.ร.บ. เพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน

โดยการขาดดุลงบประมาณที่ทำได้ไม่เกิน 20% ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี รวมกับ 80% ของการชำระต้นเงินกู้ ดังนั้นจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และหากมีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172 หรือการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

“ผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือ นอกจากเอามาใช้ในกลุ่มเยียวยา ยังเอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤต”

เติมบัตรสวัสดิการ 1,000 บาท

ก่อนหน้านี้นายเอกนิติให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางจะต้องดูแลกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคนเพิ่มเติม จากเดิมได้รับวงเงินเดือนละ 300 บาท ที่ผ่านมา ครม.มีมติเพิ่มอีก 100 บาท เป็น 400 บาท เป็นเวลา 1 เดือน แต่กำลังพิจารณาว่าอาจจะเติมให้อีกเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 13,400 ล้านบาทต่อเดือน

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการคนละครึ่งกำลังพิจารณาว่าอาจจะไม่ใช่คนละครึ่ง แต่รัฐต้องช่วยมากกว่าครึ่ง ซึ่งหากช่วยเท่าเดิม 20 ล้านสิทธิ ก็ใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ตรงนี้ยังรอสรุปอีกครั้ง โดยวงเงินและจำนวนคนที่ได้รับสิทธิอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม

คนละครึ่งพลัส 1,000 บ. 4 เดือน

ล่าสุดนายเอกนิติกล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ตั้งใจว่า จะให้เริ่มดำเนินการในเดือน มิ.ย. โดยรัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% ซึ่งจะลงทะเบียนในเดือน พ.ค. โดยระบบการลงทะเบียนยังคงเหมือนเดิม คือ ผ่านระบบ “เป๋าตัง” และเบื้องต้นวางแผนจะจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นไปตามนโยบายนายกรัฐมนตรีที่จะมาช่วยเรื่องการเยียวยาค่าครองชีพที่สูงด้วย

ปรับสูตรคนละครึ่งรัฐจ่าย 60%

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมาถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษาและคิดโมเดลในการดำเนินการอยู่ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่หลัก ๆ น่าจะคล้ายเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจากคนละครึ่งเป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงเปลี่ยนตัวเลขและสัดส่วนการดำเนินโครงการ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ารัฐจะออกให้ 60% ประชาชนออก 40%

นายภราดรอธิบายว่ารูปแบบการจ่ายเงินน่าจะจ่ายให้เป็นรายเดือนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น 1,000 หรือ 1,500 บาท ส่วนจะให้กี่เดือนนั้นต้องดูวงเงินงบประมาณ และจำนวนสิทธิที่ประชาชนจะได้ก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการคำนวณโมเดล

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบงบฯกลาง ซึ่งน่าจะมีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมคงต้องใช้งบฯกลางไปก่อน ส่วนการโอนงบประมาณกำลังให้สำนักงบประมาณไล่เช็กจำนวน

ธ.ก.ส.ชง “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เตรียมนำโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 เสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส.อนุมัติดำเนินการ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะให้เกษตรกรกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาทต่อ 1 ฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% รัฐจ่าย 3% แล้ว ธ.ก.ส.รับภาระอีกส่วนประมาณ 0.4-0.5% ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร แก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน และเป็นการใช้ปุ๋ยตรงกับคุณภาพดิน ผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำเกษตรแม่นยำ เพื่อยกระดับการทำเกษตรของรายย่อย

“โครงการนี้จะเป็นการปรับในเรื่องวินัยด้วย เพราะดอกเบี้ยตัวนี้ถูก เกษตรกรขายผลผลิตจะต้องไม่รับชำระเป็นเงินสด แต่ให้มีการโอนเงิน และต้องยินยอมให้ทาง ธ.ก.ส.หักชำระเงินงวด ซึ่งเกษตรกรก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 3% แทนที่จะเป็น 6% กว่า เพราะปกติโครงการแบบนี้ดอกเบี้ยจะเริ่มที่ MRR จะอยู่ที่ 6% กว่า”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ 4 แสนล้าน แก้สูตรแจกคนละครึ่ง 4,000 บาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...