แบงก์ชี้สินเชื่อบ้านใหม่ชะลอ แต่ “รีไฟแนนซ์” ยังมาแรง
คอลัมน์ Banking : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 (ฉบับที่ 528)
ดอกเบี้ยใกล้จบขาลง สินเชื่อบ้านใหม่ชะลอ แต่รีไฟแนนซ์ยังโต แบงก์เร่งชิงลูกค้าคุณภาพ แนะผู้กู้ชั่งน้ำหนักรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่นบนความคุ้มค่าระยะยาว
กสิกรไทยเน้นเติบโต กลุ่ม Green Home
นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง จากข้อจำกัดกำลังซื้อครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวในระดับต่ำ ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อบ้าน
โดยธนาคารมุ่งดูแลลูกค้าที่มีศักยภาพ มีคุณภาพเครดิตที่ดี มีความสามารถในการซื้อ และให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยในกลุ่มที่สอดคล้องแนวคิดความยั่งยืน เช่น กลุ่ม Green Home เพราะช่วยเพิ่มสภาพคล่องกับลูกค้าเป็นรายเดือน เพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้าในระยะยาว และสะท้อนคุณภาพหลักประกันที่ดีขึ้น
“ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมียอดปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน และยังคงเน้นการเติบโตอย่างสมดุลภายใต้การบริหารความเสี่ยงและคุณภาพพอร์ตเป็นหลัก”
ส่วนการแข่งขันของตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 คาดว่าการแข่งขันของสินเชื่อรีไฟแนนซ์จะยังคงรุนแรง จากการคาดการณ์ของสินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ที่หดตัว และแนวโน้มการเติบโตของยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ปล่อยใหม่ในปี 2025 ที่สูงขึ้น
สำหรับธนาคารกสิกรไทย ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีประวัติผ่อนชำระดีต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย และกลุ่มที่ต้องการวงเงินกู้เพิ่ม ซึ่งตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ธนาคารประสบความสำเร็จในการปรับปรุงกระบวนการให้สะดวกขึ้น โดยลดภาระเอกสารที่ไม่จำเป็น ลดระยะเวลาการพิจารณาสินเชื่อ และสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าที่รีไฟแนนซ์มาใช้ธนาคารกสิกรไทย
“โดยภาพรวมสัดส่วนยังเป็นกู้ซื้อบ้านใหม่ ซื้อบ้านมือสอง กู้เพื่อปลูกสร้างบ้าน เป็นหลัก และรีไฟแนนซ์ เป็นสัดส่วนรอง”
ขณะที่แนวโน้มลูกค้าที่ติดต่อขอปรับเงื่อนไข/ดูแลอัตราดอกเบี้ย (Retention) มีมากขึ้นตามสภาพการแข่งขัน ธนาคารพิจารณาจากพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นหลัก รวมถึงข้อมูลประกอบที่สะท้อนความเสี่ยงและความเหมาะสมของลูกค้า เพื่อให้ได้ทางเลือกที่เหมาะกับลูกค้าและยั่งยืนต่อทั้งสองฝ่าย
“ธนาคารเน้นช่วยลูกค้าวางแผนค่างวดให้เหมาะสมกับรายได้ เพื่อให้ภาพเป็นการดูแลลูกค้า ไม่ใช่คัดกรองหรือตั้งเงื่อนไขมากเกินไป”
ด้วยทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลง จะมีผลอย่างไรต่อลูกค้าสินเชื่อบ้าน นั้น นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับลูกค้าเดิม หากดอกเบี้ยปรับขึ้น ภาระดอกเบี้ยมีโอกาสเพิ่ม แต่จะไม่กระทบยอดผ่อนสินเชื่อเนื่องจากมีการกำหนดงวดผ่อนตลอดสัญญาตั้งแต่วันเริ่มใช้สินเชื่อแล้ว
ส่วนลูกค้ากู้ใหม่ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่างวดต่อเดือนเพิ่ม และอาจกระทบความสามารถในการขอสินเชื่อของบางกลุ่ม โดยทั่วไปดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.25% จะทำให้ค่างวดเพิ่มขึ้นราว 150 บาทต่อเงินกู้ 1 ล้านบาท (ตัวเลขโดยประมาณ)
อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยมุ่งส่งเสริมความรู้เท่าทันทางการเงิน และสนับสนุนให้ผู้กู้ใช้ประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐอย่างเหมาะสม เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมของการซื้อบ้าน หรือการบริหารภาระหนี้ให้มีประสิทธิภาพ
ในฐานะ“ที่ปรึกษา” ธนาคารช่วยลูกค้าประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน โดยเน้นการคำนวณ ความคุ้มค่าสุทธิเปรียบเทียบ “ผลประหยัดดอกเบี้ย” เทียบกับ “ต้นทุนทั้งหมด” เช่น ค่าธรรมเนียม/ค่าใช้จ่าย/ความสะดวก พร้อมแนะนำการวางแผนค่างวดและกระแสเงินสดให้เหมาะกับสถานการณ์ของลูกค้า เพื่อการตัดสินใจที่ยั่งยืนในระยะยาว
“รีไฟแนนซ์” กับ “รีเทนชั่น” แนะควรดูที่ความคุ้มค่าสุทธิ
นายณัฐพลกล่าวว่า ระหว่าง“รีไฟแนนซ์” (Refinance) คือ การขอสินเชื่อก้อนใหม่จากสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อนำไปปิดหนี้ก้อนเดิม กับ “รีเทนชั่น” (Retention) คือ การขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเดิมที่ผ่อนชำระอยู่เมื่อครบกำหนดสัญญา เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยไม่ต้องทำเรื่องย้ายสินเชื่อไปธนาคารใหม่
ลูกค้าควรเลือกแบบไหนนั้น โดยทั่วไป เมื่อสัญญาสินเชื่อบ้านเข้าสู่ช่วง “สิ้นสุดอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น” ที่มักอยู่ในช่วง 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเป็นอัตราลอยตัวมากขึ้น ทำให้ภาระดอกเบี้ยและค่างวดมีโอกาสเพิ่ม ลูกค้าจึงควรเริ่มทบทวนทางเลือกก่อนครบกำหนดโปรโมชั่น เพื่อเตรียมแผนการเงินให้เหมาะสม
หากเลือก “รีไฟแนนซ์” เมื่อเน้นความคุ้มค่าเชิงตัวเลข/ต้องการปรับอัตราดอกเบี้ยให้แข่งขันขึ้น
- การรีไฟแนนซ์ อาจทำให้ลูกค้าได้รับอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ ซึ่งช่วยลดค่างวด และเพิ่มสัดส่วนเงินที่นำไปตัดเงินต้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการผ่อนชำระในภาพรวม
- นอกจากอัตราดอกเบี้ย หากลูกค้ามีแผนปรับปรุงบ้านหรืออยากมีเงินสำรอง การรีไฟแนนซ์ในบางกรณีอาจรองรับการขอวงเงินเพิ่ม (Top-up) ตามมูลค่าหลักประกันปัจจุบันได้
- อย่างไรก็ดี ควรพิจารณา “ต้นทุนแรกเข้า” ให้ครบ (โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการจดจำนอง/ประเมินหลักประกัน ฯลฯ) และคำนวณเปรียบเทียบ “ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้” กับ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมด” เพื่อดูความคุ้มค่าสุทธิจริงก่อนตัดสินใจ
ทั้งนี้ “การรีไฟแนนซ์” มี “ต้นทุนแฝง” ที่ควรนำมาคิดร่วมเสมอ ไม่ควรดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยที่ลดลง โดยต้นทุนหลักที่พบได้บ่อย” ซึ่งต้นทุน ได้แก่
- ค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ซึ่งมักพบในช่วงต้นของสัญญา (ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาเดิม)
- ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายหลักประกัน (ตามหลักเกณฑ์ ณ เวลานั้น)
- ค่าประเมินราคาหลักประกัน (ช่วงประมาณการค่าใช้จ่ายขึ้นกับประเภททรัพย์/ขนาด)
- ค่าอากรแสตมป์ ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- ค่าเบี้ยประกันที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) / ประกันอัคคีภัย และการปรับปรุงความคุ้มครองตามเงื่อนไข
หากเลือก “รีเทนชั่น” เมื่อให้ความสำคัญกับความสะดวก/ไม่ต้องการมีค่าใช้จ่ายก้อน โดยรีเทนชั่นเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัว ไม่อยากเตรียมเอกสารใหม่จำนวนมาก และไม่ต้องการภาระค่าใช้จ่ายก้อน เช่น ค่าจดจำนองใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการย้ายธนาคาร โดยเฉพาะกรณีที่ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” ระหว่างอยู่ต่อกับย้ายธนาคารไม่ได้ห่างกันมาก
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า และพยายามทำให้การพิจารณาทางเลือกง่ายขึ้น โดยในบางกรณีที่เข้าเงื่อนไข ธนาคารสามารถช่วยลดภาระการเตรียมเอกสารบางส่วนได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเกณฑ์และการพิจารณาเป็นรายกรณี
“การตัดสินใจรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น ควรดูที่ “ความคุ้มค่าสุทธิ” ที่เหมาะกับแผนการเงินและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ธนาคารกสิกรไทยพร้อมช่วยลูกค้าประเมินภาพรวม “ผลประหยัดดอกเบี้ยเทียบกับต้นทุนทั้งหมด” และแนะนำแนวทางที่เหมาะกับสภาพคล่อง เพื่อให้การบริหารภาระสินเชื่อเป็นไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
กรุงศรีเน้นคุมความเสี่ยง เพิ่มฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ
นางสาวดมิศา พิศิษฐวานิช ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีประเมินว่า ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2569 มีทิศทางทรงตัว ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัวเช่นกัน
โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวได้อย่างล่าช้าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงในภาคการค้าโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเน้นกลยุทธ์ระบายสต๊อกสินค้าคงเหลือ และชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาดที่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย
“ในปี 2569 ทิศทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้การวางแผนด้านสินเชื่อต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ยาก”
นางสาวดมิศากล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อในองค์รวม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของธนาคาร ท่ามกลางความท้าทายในทุกรูปแบบ โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระ และเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยจริง
“ขณะที่การแข่งขันตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารแคบลง สะท้อนให้เห็นว่าผู้กู้มุ่งลดภาระดอกเบี้ยมากกว่าซื้อบ้านใหม่ โดยสัดส่วนรีไฟแนนซ์ต่อสินเชื่อบ้านใหม่ของกรุงศรีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายของธนาคารเน้นลูกค้าที่มีประวัติการชำระผ่อนดี และมีความต้องการลดอัตราดอกเบี้ย LTV อยู่ในระดับที่เหมาะสม”
นอกจากนี้ ในปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เห็นได้ชัดว่า ลูกค้าของกรุงศรีที่เข้ามาขอรีเทนชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ลูกค้ามีความกังวลเรื่องภาระการผ่อนชำระ ส่วนใหญ่มีความต้องการลดภาระดอกเบี้ยมากกว่าย้ายธนาคาร
“แนวทางการพิจารณาของธนาคาร จะพิจารณาจากประวัติการชำระและความสามารถในการชำระหนี้เป็นรายกรณี เพื่อช่วยเหลือลูกค้า และไม่กระทบต่อเสถียรภาพของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม”
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลงจะมีผลอย่างไรต่อลูกค้าสินเชื่อบ้าน ทั้งกลุ่มที่จะกู้ใหม่และกลุ่มสินเชื่อเดิม นางสาวดมิศามองว่า หากดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ช่วงทรงตัว จะช่วยลดความไม่แน่นอนให้ผู้กู้สินเชื่อใหม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ดีขึ้น และผู้กู้สินเชื่อเดิมมีแรงกดดันดอกเบี้ยน้อยลง แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ตลาดฟื้นตัว โดยธนาคารมองว่า การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ปัจจัยหลักมาจากรายได้และเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน รวมทั้งวินัยการชำระหนี้เป็นสำคัญ
“กรุงศรีแนะนำให้ผู้กู้สินเชื่อบ้านวางแผนอย่างรอบคอบ มองภาพระระยะยาวของตนเองที่มีอยู่ทั้งหมดและเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง ก่อนตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น หากเงื่อนไขโดยรวมใกล้เคียงกัน ให้ผู้กู้พิจารณาถึงผลลัพธ์โดยรวมเมื่อคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าประเมินราคา เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนระยะยาวได้เหมาะสมกับภาระทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง”
ทีทีบีมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าประวัติดี ตั้งเป้าสินเชื่อรีไฟแนนซ์โต 15%
นายจเร เจียรธนะกานนท์ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ทีทีบี เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินภาพรวมตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 ว่า สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ในกลุ่มบ้านใหม่น่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่จะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท น่าจะชะลอมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วยปัจจัยกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง จึงอาจกังวลต่อการสร้างหนี้ในระยะยาวอย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย
สำหรับสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งตั้งเป้าหมายยอดปล่อยสินเชื่อรีไฟแนนซ์ใหม่ เติบโตขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ธนาคารมองเห็นโอกาสเติบโตสำหรับสินเชื่อบ้านแลกเงิน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องและรวบหนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน โดยตั้งเป้าหมายยอดปล่อยสินเชื่อบ้านแลกเงินใหม่ เติบโตขึ้น 30-40% จากปีที่ผ่านมา
“สอดคล้องจากข้อมูลของ ธปท. ชี้ว่า มูลค่าสินเชื่อรีไฟแนนซ์ทั้งระบบในปี 2568 เติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า จึงประเมินว่า ตลาดสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ในปีนี้น่าจะยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน”
ทั้งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าว จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทีทีบี ที่มีโปรแกรมดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะโปรแกรมล่าสุดที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ผ่อนชำระสินเชื่อตรงเวลาสม่ำเสมอ คือ “รีไฟแนนซ์ ครั้งสุดท้าย กับ ทีทีบี” ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเรตเดียวตลอดสัญญา ช่วยให้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาว และไม่ต้องรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปีอีกต่อไป
“ธนาคารกำหนดเป้าหมายสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของยอดสินเชื่อบ้านรายใหม่ที่เกิดขึ้นปีนี้”
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ลูกค้าใช้พิจารณาสำหรับการขอสินเชื่อบ้าน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน โดยเฉพาะการมองถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เงื่อนไขของสินเชื่อ รวมถึงความสะดวกด้านกระบวนการรีไฟแนนซ์ เป็นต้น
ธอส.มองสินเชื่อบ้านปี 69 ไม่ฟื้นแรง ไม่แข่งรีไฟแนนซ์-พร้อมให้รีเทนชั่น
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ประเมินตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ในปี 2569 จะอยู่ที่ 539,062 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่หากปัจจัยบวกสนับสนุนมีเพิ่มมากขึ้นจะทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่อยู่ที่ 582,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.0% ได้
“ปี 2569 สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังไม่ใช่ปีของการฟื้นตัวแรง แต่มีโอกาสตั้งฐานได้ หากเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และมาตรการรัฐไปในทิศทางเอื้ออำนวย”
ทั้งนี้ บทบาทของ ธอส. มีความสำคัญมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากในปี 2568 แม้สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบจะหดตัว 7.8% แต่ ธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 247,241 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท และเติบโต 2.26% สวนทางกับการชะลอตัวของตลาด
โดยช่วยให้คนไทยมีบ้าน 232,058 ครอบครัว ช่วยรักษาบ้านให้ลูกค้าอีก 343,266 ราย และช่วยให้ลูกค้าที่ขาดความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 11,776 ราย ผ่านการให้ความรู้ทางการเงิน ถือเป็นบทบาทเชิง Countercyclical ที่แท้จริงของ ธอส. ในฐานะ Housing Sector Stabilizer
สำหรับตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการปรับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ประกอบกับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ (New Loan) ในปี 2569 เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ ธอส.ยังคงปล่อยสินเชื่อและจัดทำโปรโมชันรีไฟแนนซ์ให้กับลูกค้าต่อไป
“ธอส.เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีบทบาทในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จึงไม่มีนโยบายแข่งขันด้านรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินอื่น แต่พร้อมเป็นกลไกของภาครัฐในการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่ในจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง ธอส. จึงพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้า Retention เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่
ดร.มหัทธนะกล่าวว่า สำหรับลูกค้าที่ต้องการปรับลดดอกเบี้ยบ้าน การรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรีเทนชั่น ซึ่งลูกค้าจะต้องประเมินความคุ้มค่าเพราะมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าจดจำนอง ค่าดำเนินการของธนาคาร เป็นต้น
ดังนั้น หากยอดหนี้ยังสูงและต้องการลดดอกเบี้ยให้มากที่สุด การรีไฟแนนซ์อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน ธอส. มีสินเชื่อสินเชื่อบ้านสุขสันต์ สำหรับรีไฟแนนซ์ พร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมชำระหนี้เพื่อรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.75% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 2.75% ต่อปี ปีที่ 3-6 เท่ากับ MRR-2.495% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.73% ปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา
ขณะที่กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และซื้ออุปกรณ์ฯ / ชำระหนี้ เท่ากับ MRR ผ่อนชำระนานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท เงินงวดผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,900 บาทเท่านั้น เพื่อช่วยภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ดร.มหัทธนะกล่าวว่า ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลง กลุ่มลูกค้าใหม่จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะสถาบันการเงินจะทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้วงเงินกู้สูงสุดที่ได้รับอาจลดลงเนื่องจากภาระหนี้ต่อรายได้สูงขึ้น และโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรกอาจมีเงื่อนไขที่ตึงตัวหรืออัตราที่สูงกว่าเดิม
ขณะที่กลุ่มลูกค้าเดิม หากยังอยู่ในช่วงดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) จะยังไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะครบกำหนด แต่หากอยู่ในช่วงดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ยอดงวดที่จ่ายไปจะถูกตัดเงินต้นน้อยลง และไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นได้
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉบับที่ 528 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/