โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชี้สินเชื่อบ้านใหม่ชะลอ แต่ “รีไฟแนนซ์” ยังมาแรง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 06.55 น.

คอลัมน์ Banking : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 (ฉบับที่ 528)

ดอกเบี้ยใกล้จบขาลง สินเชื่อบ้านใหม่ชะลอ แต่รีไฟแนนซ์ยังโต แบงก์เร่งชิงลูกค้าคุณภาพ แนะผู้กู้ชั่งน้ำหนักรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่นบนความคุ้มค่าระยะยาว

กสิกรไทยเน้นเติบโต กลุ่ม Green Home

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง จากข้อจำกัดกำลังซื้อครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวในระดับต่ำ ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อบ้าน

โดยธนาคารมุ่งดูแลลูกค้าที่มีศักยภาพ มีคุณภาพเครดิตที่ดี มีความสามารถในการซื้อ และให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยในกลุ่มที่สอดคล้องแนวคิดความยั่งยืน เช่น กลุ่ม Green Home เพราะช่วยเพิ่มสภาพคล่องกับลูกค้าเป็นรายเดือน เพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้าในระยะยาว และสะท้อนคุณภาพหลักประกันที่ดีขึ้น

“ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมียอดปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน และยังคงเน้นการเติบโตอย่างสมดุลภายใต้การบริหารความเสี่ยงและคุณภาพพอร์ตเป็นหลัก”

ส่วนการแข่งขันของตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 คาดว่าการแข่งขันของสินเชื่อรีไฟแนนซ์จะยังคงรุนแรง จากการคาดการณ์ของสินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ที่หดตัว และแนวโน้มการเติบโตของยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ปล่อยใหม่ในปี 2025 ที่สูงขึ้น

สำหรับธนาคารกสิกรไทย ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีประวัติผ่อนชำระดีต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย และกลุ่มที่ต้องการวงเงินกู้เพิ่ม ซึ่งตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ธนาคารประสบความสำเร็จในการปรับปรุงกระบวนการให้สะดวกขึ้น โดยลดภาระเอกสารที่ไม่จำเป็น ลดระยะเวลาการพิจารณาสินเชื่อ และสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าที่รีไฟแนนซ์มาใช้ธนาคารกสิกรไทย

“โดยภาพรวมสัดส่วนยังเป็นกู้ซื้อบ้านใหม่ ซื้อบ้านมือสอง กู้เพื่อปลูกสร้างบ้าน เป็นหลัก และรีไฟแนนซ์ เป็นสัดส่วนรอง”

ขณะที่แนวโน้มลูกค้าที่ติดต่อขอปรับเงื่อนไข/ดูแลอัตราดอกเบี้ย (Retention) มีมากขึ้นตามสภาพการแข่งขัน ธนาคารพิจารณาจากพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นหลัก รวมถึงข้อมูลประกอบที่สะท้อนความเสี่ยงและความเหมาะสมของลูกค้า เพื่อให้ได้ทางเลือกที่เหมาะกับลูกค้าและยั่งยืนต่อทั้งสองฝ่าย

“ธนาคารเน้นช่วยลูกค้าวางแผนค่างวดให้เหมาะสมกับรายได้ เพื่อให้ภาพเป็นการดูแลลูกค้า ไม่ใช่คัดกรองหรือตั้งเงื่อนไขมากเกินไป”

ด้วยทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลง จะมีผลอย่างไรต่อลูกค้าสินเชื่อบ้าน นั้น นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับลูกค้าเดิม หากดอกเบี้ยปรับขึ้น ภาระดอกเบี้ยมีโอกาสเพิ่ม แต่จะไม่กระทบยอดผ่อนสินเชื่อเนื่องจากมีการกำหนดงวดผ่อนตลอดสัญญาตั้งแต่วันเริ่มใช้สินเชื่อแล้ว

ส่วนลูกค้ากู้ใหม่ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่างวดต่อเดือนเพิ่ม และอาจกระทบความสามารถในการขอสินเชื่อของบางกลุ่ม โดยทั่วไปดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.25% จะทำให้ค่างวดเพิ่มขึ้นราว 150 บาทต่อเงินกู้ 1 ล้านบาท (ตัวเลขโดยประมาณ)

อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยมุ่งส่งเสริมความรู้เท่าทันทางการเงิน และสนับสนุนให้ผู้กู้ใช้ประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐอย่างเหมาะสม เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมของการซื้อบ้าน หรือการบริหารภาระหนี้ให้มีประสิทธิภาพ

ในฐานะ“ที่ปรึกษา” ธนาคารช่วยลูกค้าประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน โดยเน้นการคำนวณ ความคุ้มค่าสุทธิเปรียบเทียบ “ผลประหยัดดอกเบี้ย” เทียบกับ “ต้นทุนทั้งหมด” เช่น ค่าธรรมเนียม/ค่าใช้จ่าย/ความสะดวก พร้อมแนะนำการวางแผนค่างวดและกระแสเงินสดให้เหมาะกับสถานการณ์ของลูกค้า เพื่อการตัดสินใจที่ยั่งยืนในระยะยาว

“รีไฟแนนซ์” กับ “รีเทนชั่น” แนะควรดูที่ความคุ้มค่าสุทธิ

นายณัฐพลกล่าวว่า ระหว่าง“รีไฟแนนซ์” (Refinance) คือ การขอสินเชื่อก้อนใหม่จากสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อนำไปปิดหนี้ก้อนเดิม กับ “รีเทนชั่น” (Retention) คือ การขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเดิมที่ผ่อนชำระอยู่เมื่อครบกำหนดสัญญา เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยไม่ต้องทำเรื่องย้ายสินเชื่อไปธนาคารใหม่

ลูกค้าควรเลือกแบบไหนนั้น โดยทั่วไป เมื่อสัญญาสินเชื่อบ้านเข้าสู่ช่วง “สิ้นสุดอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น” ที่มักอยู่ในช่วง 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเป็นอัตราลอยตัวมากขึ้น ทำให้ภาระดอกเบี้ยและค่างวดมีโอกาสเพิ่ม ลูกค้าจึงควรเริ่มทบทวนทางเลือกก่อนครบกำหนดโปรโมชั่น เพื่อเตรียมแผนการเงินให้เหมาะสม

หากเลือก “รีไฟแนนซ์” เมื่อเน้นความคุ้มค่าเชิงตัวเลข/ต้องการปรับอัตราดอกเบี้ยให้แข่งขันขึ้น

  • การรีไฟแนนซ์ อาจทำให้ลูกค้าได้รับอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ ซึ่งช่วยลดค่างวด และเพิ่มสัดส่วนเงินที่นำไปตัดเงินต้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการผ่อนชำระในภาพรวม
    • นอกจากอัตราดอกเบี้ย หากลูกค้ามีแผนปรับปรุงบ้านหรืออยากมีเงินสำรอง การรีไฟแนนซ์ในบางกรณีอาจรองรับการขอวงเงินเพิ่ม (Top-up) ตามมูลค่าหลักประกันปัจจุบันได้
    • อย่างไรก็ดี ควรพิจารณา “ต้นทุนแรกเข้า” ให้ครบ (โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการจดจำนอง/ประเมินหลักประกัน ฯลฯ) และคำนวณเปรียบเทียบ “ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้” กับ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมด” เพื่อดูความคุ้มค่าสุทธิจริงก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ “การรีไฟแนนซ์” มี “ต้นทุนแฝง” ที่ควรนำมาคิดร่วมเสมอ ไม่ควรดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยที่ลดลง โดยต้นทุนหลักที่พบได้บ่อย” ซึ่งต้นทุน ได้แก่

  • ค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ซึ่งมักพบในช่วงต้นของสัญญา (ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาเดิม)
    • ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายหลักประกัน (ตามหลักเกณฑ์ ณ เวลานั้น)
    • ค่าประเมินราคาหลักประกัน (ช่วงประมาณการค่าใช้จ่ายขึ้นกับประเภททรัพย์/ขนาด)
    • ค่าอากรแสตมป์ ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
    • ค่าเบี้ยประกันที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) / ประกันอัคคีภัย และการปรับปรุงความคุ้มครองตามเงื่อนไข

หากเลือก “รีเทนชั่น” เมื่อให้ความสำคัญกับความสะดวก/ไม่ต้องการมีค่าใช้จ่ายก้อน โดยรีเทนชั่นเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัว ไม่อยากเตรียมเอกสารใหม่จำนวนมาก และไม่ต้องการภาระค่าใช้จ่ายก้อน เช่น ค่าจดจำนองใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการย้ายธนาคาร โดยเฉพาะกรณีที่ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” ระหว่างอยู่ต่อกับย้ายธนาคารไม่ได้ห่างกันมาก

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า และพยายามทำให้การพิจารณาทางเลือกง่ายขึ้น โดยในบางกรณีที่เข้าเงื่อนไข ธนาคารสามารถช่วยลดภาระการเตรียมเอกสารบางส่วนได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเกณฑ์และการพิจารณาเป็นรายกรณี

“การตัดสินใจรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น ควรดูที่ “ความคุ้มค่าสุทธิ” ที่เหมาะกับแผนการเงินและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ธนาคารกสิกรไทยพร้อมช่วยลูกค้าประเมินภาพรวม “ผลประหยัดดอกเบี้ยเทียบกับต้นทุนทั้งหมด” และแนะนำแนวทางที่เหมาะกับสภาพคล่อง เพื่อให้การบริหารภาระสินเชื่อเป็นไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

กรุงศรีเน้นคุมความเสี่ยง เพิ่มฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ

นางสาวดมิศา พิศิษฐวานิช ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีประเมินว่า ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2569 มีทิศทางทรงตัว ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัวเช่นกัน

โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวได้อย่างล่าช้าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงในภาคการค้าโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเน้นกลยุทธ์ระบายสต๊อกสินค้าคงเหลือ และชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาดที่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย

“ในปี 2569 ทิศทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้การวางแผนด้านสินเชื่อต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ยาก”

นางสาวดมิศากล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อในองค์รวม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของธนาคาร ท่ามกลางความท้าทายในทุกรูปแบบ โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการผ่อนชำระ และเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยจริง

“ขณะที่การแข่งขันตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารแคบลง สะท้อนให้เห็นว่าผู้กู้มุ่งลดภาระดอกเบี้ยมากกว่าซื้อบ้านใหม่ โดยสัดส่วนรีไฟแนนซ์ต่อสินเชื่อบ้านใหม่ของกรุงศรีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายของธนาคารเน้นลูกค้าที่มีประวัติการชำระผ่อนดี และมีความต้องการลดอัตราดอกเบี้ย LTV อยู่ในระดับที่เหมาะสม”

นอกจากนี้ ในปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เห็นได้ชัดว่า ลูกค้าของกรุงศรีที่เข้ามาขอรีเทนชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ลูกค้ามีความกังวลเรื่องภาระการผ่อนชำระ ส่วนใหญ่มีความต้องการลดภาระดอกเบี้ยมากกว่าย้ายธนาคาร

“แนวทางการพิจารณาของธนาคาร จะพิจารณาจากประวัติการชำระและความสามารถในการชำระหนี้เป็นรายกรณี เพื่อช่วยเหลือลูกค้า และไม่กระทบต่อเสถียรภาพของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม”

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลงจะมีผลอย่างไรต่อลูกค้าสินเชื่อบ้าน ทั้งกลุ่มที่จะกู้ใหม่และกลุ่มสินเชื่อเดิม นางสาวดมิศามองว่า หากดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ช่วงทรงตัว จะช่วยลดความไม่แน่นอนให้ผู้กู้สินเชื่อใหม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ดีขึ้น และผู้กู้สินเชื่อเดิมมีแรงกดดันดอกเบี้ยน้อยลง แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ตลาดฟื้นตัว โดยธนาคารมองว่า การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ปัจจัยหลักมาจากรายได้และเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน รวมทั้งวินัยการชำระหนี้เป็นสำคัญ

“กรุงศรีแนะนำให้ผู้กู้สินเชื่อบ้านวางแผนอย่างรอบคอบ มองภาพระระยะยาวของตนเองที่มีอยู่ทั้งหมดและเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง ก่อนตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชั่น หากเงื่อนไขโดยรวมใกล้เคียงกัน ให้ผู้กู้พิจารณาถึงผลลัพธ์โดยรวมเมื่อคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าประเมินราคา เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนระยะยาวได้เหมาะสมกับภาระทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง”

ทีทีบีมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าประวัติดี ตั้งเป้าสินเชื่อรีไฟแนนซ์โต 15%

นายจเร เจียรธนะกานนท์ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ทีทีบี เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินภาพรวมตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 ว่า สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ในกลุ่มบ้านใหม่น่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่จะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท น่าจะชะลอมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วยปัจจัยกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง จึงอาจกังวลต่อการสร้างหนี้ในระยะยาวอย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย

สำหรับสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งตั้งเป้าหมายยอดปล่อยสินเชื่อรีไฟแนนซ์ใหม่ เติบโตขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ธนาคารมองเห็นโอกาสเติบโตสำหรับสินเชื่อบ้านแลกเงิน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องและรวบหนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน โดยตั้งเป้าหมายยอดปล่อยสินเชื่อบ้านแลกเงินใหม่ เติบโตขึ้น 30-40% จากปีที่ผ่านมา

“สอดคล้องจากข้อมูลของ ธปท. ชี้ว่า มูลค่าสินเชื่อรีไฟแนนซ์ทั้งระบบในปี 2568 เติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า จึงประเมินว่า ตลาดสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ในปีนี้น่าจะยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน”

ทั้งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าว จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทีทีบี ที่มีโปรแกรมดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะโปรแกรมล่าสุดที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ผ่อนชำระสินเชื่อตรงเวลาสม่ำเสมอ คือ “รีไฟแนนซ์ ครั้งสุดท้าย กับ ทีทีบี” ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเรตเดียวตลอดสัญญา ช่วยให้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาว และไม่ต้องรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปีอีกต่อไป

“ธนาคารกำหนดเป้าหมายสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของยอดสินเชื่อบ้านรายใหม่ที่เกิดขึ้นปีนี้”

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ลูกค้าใช้พิจารณาสำหรับการขอสินเชื่อบ้าน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน โดยเฉพาะการมองถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เงื่อนไขของสินเชื่อ รวมถึงความสะดวกด้านกระบวนการรีไฟแนนซ์ เป็นต้น

ธอส.มองสินเชื่อบ้านปี 69 ไม่ฟื้นแรง ไม่แข่งรีไฟแนนซ์-พร้อมให้รีเทนชั่น

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ประเมินตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ในปี 2569 จะอยู่ที่ 539,062 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่หากปัจจัยบวกสนับสนุนมีเพิ่มมากขึ้นจะทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่อยู่ที่ 582,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.0% ได้

“ปี 2569 สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังไม่ใช่ปีของการฟื้นตัวแรง แต่มีโอกาสตั้งฐานได้ หากเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และมาตรการรัฐไปในทิศทางเอื้ออำนวย”

ทั้งนี้ บทบาทของ ธอส. มีความสำคัญมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากในปี 2568 แม้สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบจะหดตัว 7.8% แต่ ธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 247,241 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท และเติบโต 2.26% สวนทางกับการชะลอตัวของตลาด

โดยช่วยให้คนไทยมีบ้าน 232,058 ครอบครัว ช่วยรักษาบ้านให้ลูกค้าอีก 343,266 ราย และช่วยให้ลูกค้าที่ขาดความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 11,776 ราย ผ่านการให้ความรู้ทางการเงิน ถือเป็นบทบาทเชิง Countercyclical ที่แท้จริงของ ธอส. ในฐานะ Housing Sector Stabilizer

สำหรับตลาดรีไฟแนนซ์ในปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการปรับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ประกอบกับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ (New Loan) ในปี 2569 เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ ธอส.ยังคงปล่อยสินเชื่อและจัดทำโปรโมชันรีไฟแนนซ์ให้กับลูกค้าต่อไป

“ธอส.เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีบทบาทในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จึงไม่มีนโยบายแข่งขันด้านรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินอื่น แต่พร้อมเป็นกลไกของภาครัฐในการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ในจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง ธอส. จึงพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้า Retention เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่

ดร.มหัทธนะกล่าวว่า สำหรับลูกค้าที่ต้องการปรับลดดอกเบี้ยบ้าน การรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรีเทนชั่น ซึ่งลูกค้าจะต้องประเมินความคุ้มค่าเพราะมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าจดจำนอง ค่าดำเนินการของธนาคาร เป็นต้น

ดังนั้น หากยอดหนี้ยังสูงและต้องการลดดอกเบี้ยให้มากที่สุด การรีไฟแนนซ์อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน ธอส. มีสินเชื่อสินเชื่อบ้านสุขสันต์ สำหรับรีไฟแนนซ์ พร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมชำระหนี้เพื่อรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.75% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 2.75% ต่อปี ปีที่ 3-6 เท่ากับ MRR-2.495% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.73% ปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา

ขณะที่กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และซื้ออุปกรณ์ฯ / ชำระหนี้ เท่ากับ MRR ผ่อนชำระนานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท เงินงวดผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,900 บาทเท่านั้น เพื่อช่วยภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ดร.มหัทธนะกล่าวว่า ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะจบวัฏจักรขาลง กลุ่มลูกค้าใหม่จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะสถาบันการเงินจะทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้วงเงินกู้สูงสุดที่ได้รับอาจลดลงเนื่องจากภาระหนี้ต่อรายได้สูงขึ้น และโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรกอาจมีเงื่อนไขที่ตึงตัวหรืออัตราที่สูงกว่าเดิม

ขณะที่กลุ่มลูกค้าเดิม หากยังอยู่ในช่วงดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) จะยังไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะครบกำหนด แต่หากอยู่ในช่วงดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ยอดงวดที่จ่ายไปจะถูกตัดเงินต้นน้อยลง และไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นได้

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉบับที่ 528 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...