กรุงเก่าอยุธยา มีประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี และคณะราษฎร (?)
กรุงเก่าอยุธยา ไม่ได้มีแต่ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา แต่ยังมีประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี และคณะราษฎร มีตรงไหนบ้าง?
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ สำนักพิมพ์มติชนออกหนังสือเล่มใหม่จำนวนหลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งที่ทางกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมชวนอ่าน ผลงานเล่มใหม่ของ อ. ชาตรี ประกิตนนทการ เรื่อง “เสกวัดปาฏิหาริย์ อำนาจพุทธสถานใน (การ) เมืองไทย” ซึ่งมีอยู่บทหนึ่งว่าด้วย “การรื้อฟื้นวัดและเมืองเก่าอยุธยา: ‘การปฏิสังขรณ์อดีต’ ในประวัติศาสตร์การเมืองรัตนโกสินทร์”
รื้อสร้างกรุงเก่าอยุธยา
อ. ชาตรี เสนอว่า กรุงเก่าอยุธยาหรือพระนครศรีอยุธยาไม่ได้มีแต่ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา แต่ยังมีประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี และคณะราษฎร
แถบป้อมเพชรกับวัดสุวรรณดาราม ซึ่งอยู่ใกล้กัน ย่านนี้ในอดีตเป็นบริเวณสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี เพราะเป็นเคหสถานเดิมของรัชกาลที่ 1 อยู่บริเวณตั้งแต่วัดสุวรรณดาราราม ไปจนถึงป้อมเพชร และคลองในไก่ (คลองมะขามเรียง)
ส่วนวัดสุวรรณดาราราม อ. ชาตรีอธิบายว่า ราวกลางทศวรรษ 2470 ในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดโครงการใหญ่ คือ การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังประวัติสมเด็จพระนเรศภายในพระวิหาร ภาพชุดนี้ส่งผลมิใช่แค่เพียงต่อการปฏิสังขรณ์อดีตอยุธยา แต่ยังส่งผลต่อการสร้างอดีตของราชวงศ์จักรี และประเทศสยามไปพร้อมกัน
ภาพจิตรกรรมชุดนี้วาดโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกร เขียนช่วง พ.ศ. 2473-2474 โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและโครงเรื่อง ตลอดจนตำแหน่งของภาพจิตรกรรมทั้งหมด
วัดเสนาสนาราม อยู่หลังวังจันทรเกษม เดิมชื่อวัดเสื่อ ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ และพระราชทานชื่อใหม่ว่า “วัดเสนาสนาราม” เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมเรื่องสำคัญคือ พระราชพิธีสิบสองเดือน โดยได้รับรูปแบบและแนวคิดจากจิตรกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือน ภายในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
ทั้งวังจันทรเกษมและวัดเสนาสนารามที่รัชกาลที่ 4 ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์นี้ อ. ชาตรี สะท้อนว่า โบราณสถานไม่ใช่ของไร้ค่า แต่มีความหมายของการเป็น “อดีต” และ “ประวัติศาสตร์” อันมีค่าในรูปแบบใหม่ ที่สามารถเสริมสร้างบารมี และสถานะของผู้ปกครองได้
ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการก่อรูปรัฐและชาติสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนอารยธรรมเก่าแก่ของรัฐ เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นบ้านเมืองที่เจริญมาช้านาน ไม่ใช่พวกบ้านป่าเมืองเถื่อน และเป็นอาภรณ์ประดับกายที่สื่อถึงความศิวิไลซ์ให้แก่ชนชั้นนำ
ด้วยความหมายใหม่เช่นนี้เอง ที่ส่งผลทำให้กรุงเก่าอยุธยา รวมถึงเมืองเก่าทิ้งร้างในที่อื่นด้วย เริ่มกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง และเป็นคำตอบให้แก่โครงการปฏิสังขรณ์มากมายที่รัชกาลที่ 4 ได้เข้าไปทำในโบราณสถานต่าง ๆ
ทั้งหมดคือปฏิบัติการเดินทางย้อนกลับไปสำรวจเพื่อ “ค้นหา/สร้างใหม่” สิ่งที่เรียกว่า “อดีต” และ “ประวัติศาสตร์” ของชนชั้นนำสยามผ่านการปฏิสังขรณ์อยุธยา
รัฐชาติสมัยรัชกาลที่ 5
พระราชวังโบราณ บริเวณพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งตรีมุข และพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ บริเวณนี้ใช้เป็นสถานที่จัดพระราชพิธีรัชมงคล ร.ศ. 126 ในสมัยรัชกาลที่ 5
อ. ชาตรีอธิบายว่า พระราชพิธีนี้เป็นการย้อนกลับไปหาอดีตอันยิ่งใหญ่ของอยุธยาในเชิงกายภาพอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ต่อหน้าเจ้านาย ขุนนาง และราษฎรเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างสายโซ่ทางประวัติศาสตร์ของ “สถาบันกษัตริย์สยามประเทศ” อันยาวนานระหว่างวงศ์กษัตริย์อยุธยากับราชวงศ์จักรี
ที่สำคัญที่สุดคือ ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2450 (วันสุดท้ายของพระราชพิธี) รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เพื่อเสวยพระกระยาหารร่วมกับเจ้านายต่าง ๆ และหลังจากนั้นได้ทำการประชุมจัดตั้ง “โบราณคดีสโมสร” ขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างจริงจังโดยชาวสยามเป็นครั้งแรก
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี จะสังเกตว่า พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรีให้ความสนใจในพื้นที่กรุงเก่าอยุธยามาโดยตลอด ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4-5 จะมีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับ “การก่อรูปรัฐและชาติสมัยใหม่”
อยุธยากับคณะราษฎร
หลังการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรมีอำนาจบริหารประเทศจนได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ ในอยุธยาหลายอย่าง มีการตัดถนนโรจนะเข้าไปกลางเกาะเมืองอยุธยา มีสะพานปรีดี-ธำรง เชื่อมต่อคมนาคมทางรถยนต์เข้าสู่เกาะเมืองอยุธยาเป็นครั้งแรก รวมไปถึงสร้างโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และศาลากลางจังหวัด ซึ่งมีพระบรมรูปอดตบูรพกษัตริย์อยุธยา 6 พระองค์ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า อาคารทั้งสองแห่งมีลักษะเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของคณะราษฎร
จนถึงยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลัง พ.ศ. 2490 มีโครงการบูรณะโบราณสถานมากมาย เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือฉายภาพอดีตอันยิ่งใหญ่ของอยุธยาภายใต้โครงเรื่องประวัติศาสตร์ (เชื้อ) ชาตินิยมไทย ซึ่งหลายอย่างยังส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รายละเอียดการวิเคราะห์ของ อ.ชาตรี ยังมีมากกว่านี้ ติดตามอ่านใน “เสกวัดปาฏิหาริย์ อำนาจพุทธสถานใน (การ) เมืองไทย” พบกันที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24
บูธ “J02” บูธสำนักพิมพ์มติชน
วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569
️ ฮอลล์ 5 – 8 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ตั้งแต่เวลา 10:00 – 21:00 น.
อ่านเพิ่มเติม :
- ชำแหละพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา หนึ่งกรรมต่างวาระ ต้องศึกษาด้วยวิจารณญาณ
- พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ส่งถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อยู่ที่ไหน?
- สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กับประเด็นที่ทรงถูก “ดิสเครดิต” ในประวัติศาสตร์
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรุงเก่าอยุธยา มีประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี และคณะราษฎร (?)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com