โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ถ้าปฏิวัติพลังงานแบบจีนเสียแต่เนิ่นๆ ประชาชนก็คงไม่ต้องรอความเมตตาจากการนำเข้าน้ำมัน

The Better

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
นี่คือวิธีการที่จีนเตรียมพร้อมกับวิกฤตน้ำมันแพงมานานนับสิบปีแล้ว

จีนเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยซื้อน้ำมันจากอิหร่านประมาณ 80-90% ในปี 2025

และประมาณ 50% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน และ 33% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงทำให้จีนมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักในจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้

แต่ดูเหมือนว่าจีนจะไม่ได้โอดครวญเรื่องน้ำมันแพงเหมือนประเทศอื่นๆ

สาเหตุหนึ่งมาจากการที่จีนได้สร้างคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 1.2 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภค 115 วัน

อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงและการเพิ่มการใช้ไฟฟ้าให้มากขึ้น

สัดส่วนพลังงานหลักของจีนจากไฟฟ้ามากกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศ OECD ที่น้อยกว่า 20%)

หลังจากเกิดวิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่าน โลกก็เริ่มตระหนักว่าการผลักดันยานยนต์พลังงงานใหม่ การเสริมสร้างการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของจีน คือการมองการณ์ไกลจริงๆ

สื่อต่างประเทศบางแห่งก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าจีนเตรียมพร้อมกับ 'วิกฤต' มาหลายปีแล้ว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่หมายถึงการลดการพึ่งพาจากภายนอก ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงภายในได้

แต่แนวคิดในการเตรียมพร้อมของจีนมากจากไหน?

ที่จริงแล้วจีนลงทุนพัฒนาการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักมาประมาณ 30 ปีแล้ว

มีเกร็ดที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เฉียนเสวียเซิน (钱学森) นักวิทยทศาสตร์คนสำคัญของจีนผู้เป็นหนึ่งใน 'ผู้ให้กำเนิดโครงการสองระเบิด หนึ่งดาวเทียม' ( 两弹一星元勋) หรือผู้ร่วมสร้างระเบิดนิวเคลียนร์กับระเบิดไฮโดเจนและดาเวทียมดวงแรกของจีน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1992 เฉียนเสวียเซินได้เขียนจดหมายถึงกระทรวงต่างๆ ของประเทศ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนควรข้ามขั้นตอนน้ำมันเบนซินและดีเซลไป และเข้าสู่ขั้นตอนพลังงานใหม่โดยตรง เนื้อหากล่าวว่า

"อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเราควรข้ามขั้นตอนการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลไปสู่ขั้นตอนพลังงานใหม่ที่ช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง … ภายในทศวรรษ 2020 การรักษาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นสำคัญมาก ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตกกำลังระดมกำลังทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและวางแผนที่จะพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่"

และกล่าวว่า "ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราไม่ควรนิ่งเฉยอีกต่อไป เราต้องเร่งวางแผนสำหรับยานยนต์พลังงานแบตเตอรี่ ไล่ตามให้ทัน และมุ่งมั่นที่จะแซงหน้าพวกเขา!"

"ดังนั้น ประเทศต้องระดมทรัพยากร จีนมีความสามารถที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้นและเข้าสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ได้โดยตรง!"

นี่คือความคิดของนักวิทยาศาสตร์จีนที่มองไกลจากทศวรรษที่ 90

แม้ 'การปฏิวัติพลังงาน' จะเริ่มเมื่อกว่า 30 กว่าปีก่อน แต่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานมีการอัปเกรดอย่างต่อเนื่อง โดยมีเข็มทิศอยู่ที่นโยบายที่ผู้นำประเทศวางเป็นแนวทางไว้ให้

ในระยะ 14 ปีที่ผ่านมาแนวนโยบายพลังงานของจีนมีเข็มทิศที่ชื่อ 'สี่การปฏิวัติ หนึ่งความร่วมมือ'

'สี่การปฏิวัติ หนึ่งความร่วมมือ' (四个革命、一个合作) คือแนวคิดที่ สีจิ้นผิง ได้เสนอไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2014 ขณะเป็นประธานการประชุมคณะทำงานกลางด้านการเงินและเศรษฐกิจ หรือหลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้ 1 ปีกว่าๆ

'สี่การปฏิวัติ หนึ่งความร่วมมือ' ประกอบไปด้วย

  • การปฏิวัติการบริโภคพลังงาน
  • การปฏิวัติการจัดหาพลังงาน
  • การปฏิวัติเทคโนโลยีพลังงาน
  • การปฏิวัติระบบพลังงาน

และ

  • การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน

สีจิ้นผิงได้กล่าวไว้ว่า "ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญโดยรวมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติ การยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว ความสำคัญของพลังงานและความขาดแคลนทรัพยากรพลังงานบ่งชี้ว่าผู้ใดควบคุมพลังงานก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมโอกาสในการพัฒนาและแหล่งสร้างความมั่งคั่งที่สำคัญ ในโลกปัจจุบัน พลังงานเป็นพื้นที่สำคัญลำดับต้นๆ สำหรับความมั่นคงของชาติสำหรับทุกประเทศ กิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ การทูต และการทหารระหว่างประเทศจำนวนมากเกี่ยวข้องกับพลังงาน การเข้าใจพลังงานจึงหมายถึงการเข้าใจกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาและกลยุทธ์ด้านความมั่นคงของชาติ" 《在中央财经领导小组第六次会议上的讲话》(2014年6月13日)

หัวใจสำคัญของสุนทรพจน์นี้ก็คือ "ผู้ใดควบคุมพลังงานก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมโอกาสในการพัฒนาและแหล่งสร้างความมั่งคั่งที่สำคัญ"

จีนต้องแก้โจทย์ของตัวเองให้แตกว่าจะควบคุมพลังงานได้อย่างไรในเมื่อจี่นไม่ใช้ผู้ส่งออกพลังงานแต่นำเข้าพลังงาน ดังนั้น ทางออกก็คือเป็นผู้ผลิตพลังงานเอง

จีนำพยายามที่จะสำรวจและขุดค้นน้ำมันในบ้านของตัวเอง แม้จะพบแหล่งน้ำมันแต่การดึงออกมาใช้ยังไม่คุ้มกับการลงทุน ดังนั้น พลังงานฟอสซิลจึงย่อมไม่ใช่ทางออก (แต่ก็ยังจำเป็นอยู่) สิ่งที่ควรเป็นทางออกก็คือการปฏิวัติพลังงานใหม่

แม้สีจิ้นผิงจะวางแนวทางไว้สิบกว่าปีแล้ว แต่จีนไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้ เพราะยิ่งจีนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในแง่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง โอกาสที่จีนจะตกเป็นเป้าของ "การใช้น้ำมันเป็นอาวุธ" ก็จะมีสูงตามไปด้วย ดังนั้น การเร่งพัฒนาพลังงานใหม่และอัปเกรดยุทธศาสตร์พลังงานจุไม่เคยหยุดนิ่ง

ที่นิ่งไม่ได้เพราะสีจิ้นผิงกล่าวไว้ว่า "ผมมักพูดถึงการคิดโดยคำนึงถึงผลลัพธ์สุดท้ายเสมอ ในประเด็นด้านพลังงาน นั่นหมายความว่าเราต้องตระหนักถึงความเร่งด่วนและวิกฤตอยู่เสมอ" 《在中央财经领导小组第六次会议上的讲话》(2014年6月13日)

หากรัฐบาลไหนก็ตามเห็นว่าเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ "เราต้องตระหนักถึงความเร่งด่วนและวิกฤตอยู่เสมอ" รัฐบาลนั้นก็จะไม่ถูกประชาชนรุมสกรัมเมื่อประเทศตกอยู่ในวิกฤตขึ้นมาจริงๆ

ประการแรก คือ ประชาชนจะรู้มาตลอดว่ารัฐบาลเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อน และจะตื่นตระหนกเมื่อเกิดวิกฤต

ประการสอง คือ แม้จะเกิดวิกฤตแต่ก็มีทางออกเอาไว้แล้ว ผลกระทบก็จะเบาลง ประชานก็จะใช้ชีวิตตามปกติได้

จากวันที่สีจิ้นผิงวางแนวทางไว้ให้ จนมาถึงช่วงไกี่ปีมานี้โลกได้เห็นว่าจีนได้ทำการ electrifying กับระบบเศรษบกิจ (หรือการแปลงเศรษฐกิจให้อิงกับพลังงานไฟฟ้า) อย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันนี้จีนได้เห็นผลของการทำสี่การปฏิวัติแล้ว คือ

การปฏิวัติการบริโภคพลังงาน
เปลี่ยนจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยการใช้ไฟฟ้าต่อหัวของประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จากประมาณ 500 กิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นเกือบ 1,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ตัวเลขปี 2023) และยังมีโครงการ "พลังงานแสงอาทิตย์+" (光伏+) ลดการใช้พลังงานถ่านหิน ช่วยให้ความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 ลดลง 54% โดยรวม และจำนวนวันที่มลพิษสูงลดลง 83%

การปฏิวัติการจัดหาพลังงาน
แต่พลังงานฟอสซิลก็ยังมีความสำคัญ จีนไม่ได้ทอดทิ้งความมั่นคงด้านนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การผลิตน้ำมันดิบของจีนยังคงอยู่ที่ 200 ล้านตัน การผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีติดต่อกันเป็นเวลาแปดปี และเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ที่มีผลผลิตต่อปีมากกว่า 1.2 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 85% ของผลผลิตทั้งหมดของประเทศ

การปฏิวัติเทคโนโลยีพลังงาน
นอกจากการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ การสร้างนวัตกรรมพลังงงานฟอสซิลก็เกิดขึ้นควบคู่กันไป เช่น การก่อกำเนิดโครงการ Hualong One และ Guohe One ซึ่งเป็นโครงการสาธิตเครื่องปฏิกรณ์ระบายความร้อนด้วยแก๊สอุณหภูมิสูงแห่งแรกของโลก โครงการ "Deep Sea One" แท่นผลิตน้ำมันกึ่งจมน้ำลึกขนาด 100,000 ตันแห่งแรกของโลกที่จีนพัฒนาและสร้างขึ้นเอง ก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ทำให้ประเทศจีนเป็นประเทศแรกนอกทวีปอเมริกาเหนือที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการผลิตก๊าซหินดินดานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

การปฏิวัติระบบพลังงาน
เช่น ภาคเหนือของจีนที่มีอากาศหนาวจัดจะต้องใช้เครื่องที่ความร้อนที่กินไฟสูง แต่ภายในสิ้นปี 2023 ปรากฏว่าอัตราการใช้พลังงานสะอาดในการทำความร้อนในภาคเหนืออยู่ที่เกือบ 80% ซึ่งช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและภาระค่าไฟของประชนอย่างมาก

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

หากจะกล่าวโดยสรุป คงต้องยกข้อมูลจากสมุดปกขาวเรื่อง "การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีน" 《中国的能源转型》ที่เผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ของคณะมนตรีรัฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน (เทียบได้กับคณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2024 ส่วนหนึ่งได้กล่าวว่า

"การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีนได้ผลักดันการพัฒนาพลังงานสะอาดไปอย่างรวดเร็ว ในปี 2023 สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอยู่ที่ 26.4% เพิ่มขึ้น 10.9 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2013 ในขณะที่สัดส่วนการใช้ถ่านหินลดลง 12.1 จุดเปอร์เซ็นต์ กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมดอยู่ที่ 2.92 พันล้านกิโลวัตต์ โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอยู่ที่ 1.7 พันล้านกิโลวัตต์ คิดเป็น 58.2% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมด การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีปริมาณประมาณ 3.8 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง คิดเป็น 39.7% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นประมาณ 15 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2013 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เพิ่มเข้ามาใหม่คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเพิ่มขึ้นทั้งหมดของการใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วน "พลังงานสีเขียว" ในส่วนผสมพลังงานของจีนอย่างต่อเนื่อง"

และผลที่ตามมาก็คือ …

"การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง การจัดหาพลังงานของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น โดยกำลังการผลิตพลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้น 35% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน"

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดหาพลังงานมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของสีจิ้นผิงเมื่อ 10 ก่อนหน้านั้นว่า "ผู้ใดควบคุมพลังงานก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมโอกาสในการพัฒนาและแหล่งสร้างความมั่งคั่งที่สำคัญ"

ตามตรรกะนี้ จีนได้พบกับสถานะที่มั่นคงด้านพลังงานแล้ว แม้ว่าจะยังนำเข้าพลังงานฟอสซิลนจากตะวันออกกลางและอิหร่านต่อไปก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแขวนชะตาชีวตขิงจีนเอาไว้อีก เพราะจีนสามารถปรับมาใช้ระบบเศรษฐกิจที่อิงกับพลังงานไฟฟ้าได้เมื่อเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางหรือแม้แต่ถูก 'ปรเะทศปฏิปักษ์' ใช้พลังงานเป็นอาวุธ

การปฏิวัติพลังงานที่ผลักดันโดยสีจิ้นผิงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผ่านมาสิบปีไม่เพียงทำให้จีนพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างดี ข้อมูลจากสมุดปกขาวระบุว่า "ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในภาคพลังงานมีมูลค่ารวมประมาณ 39 ล้านล้านหยวน ซึ่งผลักดันการเติบโตของการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ "

นี่ไม่ใช่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างนั้นหรือ?

แม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งที่อุตสาหกรรมปลายน้ำของการปฏิวัติพลังงาน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดการแข่งขันสูงกระทั่งเกิดภาวะล้นตลาดและการทำสงครามราคา แต่ดูเหมือนว่าในเวลานี้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน หรือกระทั่งกลายเป็นความหวังใหม่ของโลก ซึ่งหวังว่าหากไม่ใช้รถพลังงงานใหม่ของจีน ก็ควรที่จะปฏิวัติพลังงานใหม่แบบจีนกันเสียที

สิ่งที่ เฉียนเสวียเซิน ได้เสนอแนะไว้เมื่อทัศวรรษที่ 90 ให้จีนมุ่งพัฒนายายนต์พลังงานใหม่ ในวันนี้ไม่เพียงเป็นอนาคตของจีนที่จับต้องได้เท่านั้น

แต่ยังเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นควรดำเนินตามด้วย

แน่นอนว่า รัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่อยากจะมองจีนเป็นแม่แบบ ก็ควรศึกษาแนวทางการกำหนดเข็มทิศด้านพลังงานของสีจิ้นผิงด้วย

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เดินไปยังอนุสาวรีย์วีรบุรุษประชาชน ระหว่างพิธีวางพวงมาลาเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าวีรบุรุษผู้ล่วงลับของชาติ ในวันวีรชน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2025 (Photo by GREG BAKER / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...