โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รถไฟฟ้า BTS 20บาทตลอดสาย ทำได้จริงเตรียมยื่นกทม.ดำเนินการ

INN News

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • INN News

สภาผู้บริโภคร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ยืนยัน "รถไฟฟ้า 20 บาท" ทำได้จริง เตรียมยื่นผลศึกษาและ "คู่มือเปลี่ยนผ่านสัมปทาน" ให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการใน 1 ปี ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นใน กรุงเทพมหานคร ในสภาวะวิกฤตพลังงาน หนึ่งในภาระสำคัญของคนทำงานในเมืองหลวง คือ "ค่าเดินทาง" โดยเฉพาะรถไฟฟ้า BTS ที่กลายเป็นเส้นเลือดหลักของคนเมือง และต้องแบกรับกับค่าโดยสารที่สูงมาก ซึ่งปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS สูงสุด 65 บาทต่อเที่ยว ทำให้หลายคนต้องจ่ายค่าเดินทางวันละหลักร้อย หรือเดือนละหลักพันบาท จึงมีข้อเรียกร้องให้มีการปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS เพื่อลดภาระค่าเดินทางให้กับพี่น้องประชาชน

สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รายงานผลการศึกษา "เปิดโมเดลสายสีเขียวหลังปี 2572 ค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS 20 บาทตลอดสายสามารถเกิดขึ้นได้จริง ทำพร้อมสรุปข้อเสนอ 2 แนวทางหลัก ทั้งต่อสัญญาสัมปทานให้กับผู้ให้บริการรายเดิมคือ บีทีเอสซี (BTSC) หรือ ถ่ายโอนภารกิจให้ รฟม. บริหารจัดการ สามารถคิดค่าโดยสาร 20 - 25 บาทได้ สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอและคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทานให้กทม. เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี รับการประกาศใช้พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ช่วยลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า รถไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นบริการเฉพาะคนมีรายได้สูง แต่ต้องเป็น "หลักประกันการเดินทางของคนเมือง" เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพได้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย "20 บาทตลอดสาย" เป็นไปได้ หากมีการนำรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีรถยนต์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาสนับสนุน

ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภค โดยอัตราสูงสุดประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว หรือ 130 บาท ไป - กลับ

หากคำนวณจากรายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาทต่อวันคิดเป็นราว 30% ขณะที่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สายสีเขียวเฉลี่ย 700,000 คนต่อวัน และบางช่วงแตะ 1 ล้านคนต่อวัน และ กรุงเทพทม. มีแผนจะขยายระบบรถไฟฟ้าเป็น 500 กิโลเมตร สะท้อนว่าระบบรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึง

ทั้งนี้ การบริหารจัดการหลังหมดสัญญาสัมปทานยังเป็นความท้าทาย โดยสภาผู้บริโภคเสนอ 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าโดยสาร ไม่ผลักภาระให้ประชาชน เปิดเผยต้นทุนและรายได้อย่างโปร่งใส และให้รัฐสามารถกำกับทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เพื่อให้เกิดการเจรจาราคาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและผู้ให้บริการ

"รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการลงทุนสร้างถนน ที่ไม่ช่วยแก้รถติด เช่น โครงการทางยกระดับ ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท มาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ประชาชนเริ่มหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งยกระดับระบบให้เข้าถึงได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น"

รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาทางเลือก 4 รูปแบบในการบริหารสัมปทานสายสีเขียวหลังปี 2572 ได้แก่ 1. ให้เอกชนรายเดิมดำเนินการต่อ 2. เปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ 3. ให้กทม.ดำเนินการเอง และ 4. โอนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

ซึ่งผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่ 1 และ 4 มีความคุ้มค่าทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งจะเกิดต่อการบริหารจัดการระบบรางอย่างเป็นเอกภาพและเอื้อต่อการใช้ตั๋วร่วมในอนาคตทั้งนี้ ผลศึกษา พบว่าค่าโดยสารระดับ 25 บาทสามารถทำได้ทันทีและมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนการเงิน เศรษฐศาสตร์และสังคม ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทจำเป็นต้องมีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมควบคู่กัน

รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 34 บาทต่อเที่ยว หากลดเหลือ 20 บาท จะมีส่วนต่างประมาณ 14 บาทต่อเที่ยว จากสมมติฐานผู้โดยสาร 800,000 เที่ยวต่อวัน รัฐต้องอุดหนุนราว 11.2 ล้านบาทต่อวัน

แต่เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวม 6 ด้าน ได้แก่ งบอุดหนุนภาครัฐ รายได้เชิงพาณิชย์รอบสถานี ภาษีรถติด ภาษีล้อเลื่อน รายได้โฆษณา และพันธบัตรเมือง จะสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 22 ล้านบาทต่อวัน หรือ 8,030 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนค่าโดยสาร 20 บาท

"สรุปได้ว่ารถไฟฟ้า 20 บาท "ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่" และที่สำคัญ คือการพัฒนาเส้นทาง Feeder เชื่อมต่อสถานีหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและความคุ้มค่าของระบบรถไฟฟ้า ทำให้สามารถลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม"

นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม มาตรา 54 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ต้องเจรจาปรับสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารใหม่ ภายใน 1 ปี ดังนั้น กทม. และ รฟม. ต้องเร่งดำเนินการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดค่าโดยสาร โดยต้องมีกระบวนการ ดังนี้ เปิดเผยข้อมูลรายได้ ต้นทุนย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรรองรับการเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อม "คู่มือส่งมอบสัมปทาน" ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในการถ่ายโอนทรัพย์สินและองค์ความรู้จากเอกชนกลับสู่รัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้กทม.นำไปใช้เป็นกรอบดำเนินการ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อปูทางสู่การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...