เริ่มแล้ว! “โสภณ-พริษฐ์” ถูกเสนอชื่อชิงเก้าอี้ ประธานสภาฯ โชว์วิสัยทัศน์ทำงานเที่ยงธรรม สังคายนากฎหมายเก่า
เริ่มแล้ว! “โสภณ-พริษฐ์” ถูกเสนอชื่อชิงเก้าอี้ ประธานสภาฯ โชว์วิสัยทัศน์ทำงานเที่ยงธรรม สังคายนากฎหมายเก่า - ด้าน “พริษฐ์” ไม่หวังถูกเลือก แต่โชว์ข้อเสนอ 4 เรื่องสำคัญที่ไม่ควรเป็นกลาง ชี้ภารกิจสำคัญ กอบกู้ความไว้ใจจากประชาชนคืน ตั้งคำถาม 4 ปีข้างหน้า สภาจะยืนข้างใคร ปชช.-กลุ่มอำนาจ
วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม นำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 499 คน ปฏิญาณตนก่อนเริ่มประชุมสภาฯ ว่า ข้าพเจ้านาย….. ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ
นายไพโรจน์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดได้มีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้และครั้งต่อไป ทางสถานีวิทยุกจายเสียงรัฐสภา สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและสื่อออนไลน์ของรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่บัญญัติให้การประชุมย่อมเป็นการเปิดเผย ดังนั้นเอกสิทธิ์ย่อมไม่คุ้มคุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำอันมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิททางแพ่ง ต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี หรือสมาชิกแห่งสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124
สำหรับการเลือกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย มาตรา 116 วรรค 1 และมาตรา 120 วรรค 5 ประกอบด้วยข้อบังคับ ข้อ 6 และข้อ 81 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีประธานสภาคนหนึ่ง โดยในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิ์เสนอชื่อได้หนึ่งชื่อ และต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน โดยผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่อที่ประชุม ในกรณีที่มีการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นประธานสภา แต่ถ้ามีการเสนอชื่อรายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะได้รับเลือกเป็นประธานสภา ดังนั้นตนจึงขอดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับได้กำหนดไว้
จากนั้น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเพื่อเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้สภามีมติเห็นชอบดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีผู้รับรับรองเกินกว่า 20 คน
ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เพื่อให้สภามีมติเห็นชอบดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีผู้รับรับรองเกินกว่า 20 คน
นายโสภณ กล่าววิสัยทัศน์ว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่สภาในรุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จอธิบายการทำงานเพื่ออภิปรายข้อมูล จนมาถึงยุคสภาในปัจจุบันที่ใช้ AI ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่ตนได้เห็นก็มีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้หลอมรวมเอาประสบการณ์ดีๆ ในอดีตและความทันสมัยมาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อประชาชน และเราได้ขันอาสาประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศนี้ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติ นั่นคือ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มีอยู่ 3 ประการ คือ นำเรื่องราวที่ได้รับจากประชาชน ความทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ ตนอยากเห็นการได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว เพื่อนำไปให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประการที่ 2 คือ การตรวจสอบ ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และมีความสมดุลย์ เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่าย เพื่อประโยชน์ของประชาชน
สำหรับประการที่ 3 ที่เป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ คือ การบัญญัติกฎหมาย การออกกฏหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้า เศรษฐกิจ วิกฤตสังคม วิกฤตของการเปลี่ยนแปลงกายภาพของโลก ภูมิศาสตร์ของโลก และที่สำคัญวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสถาบันแห่งนี้ สภาแห่งนี้ ได้เป็นหลักในการที่จะฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล ใช้กฎหมาย ใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายที่มาจากรัฐบาล ครั้งนี้ตนอยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ จะให้สภาแห่งนี้ในการเสนอกฎหมายต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน โดยเรามีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตนจึงหวังว่าในสภาชุดนี้จะต้องสังคายนากฎหมายเหล่านั้นที่ล้าสมัย เป็นอุปสรรคต่อประชาชน ให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกโดยเร็วที่สุด ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะนำมาเสนอ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงาน ต้องทันสมัย เป็นกฎหมายที่ทันต่อเหตุการณ์ การพัฒนาการของโลก และการพัฒนาการของประเทศ ปัญหาของประเทศได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า ต่างประเทศ สังคม หรืออะไรก็แล้วแต่ จะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลานาน ฉะนั้นตนมีความเห็นว่าประชาชนไม่พึงปรารถนาที่จะให้สภาแห่งนี้ใช้วาทะกรรมเอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนปรารถนาที่จะเห็นการบัญญัติกฎหมายหรือออกกฏหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นตนหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานเสนอกฎหมาย และสภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชน เป็นต้นแบบ หากเราไม่สามารถที่จะทำเพื่อสร้างความศรัทธา เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้เป็นสภาที่สง่างาม เราก็ยากที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นให้เป็นประชาธิปไตยที่เราต้องการ ในการที่จะนำพาไปพัฒนาประเทศ
นายโสภณ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากตนได้รับเลือกทำหน้าที่ประธานสภา ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ด้าน นายพริษฐ์ ได้กล่าววิสัยทัศน์ว่า การเสนอชื่อในวันนี้เป็นการเสนอโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เป็นผู้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภา เพราะตั้งแต่ผลเลือกตั้งออกมา พรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอดว่าเราเคารพสิทธิ์ของพรรคอันดับหนึ่งในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มาถึงวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปเพราะได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้วและคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาเช้านี้ แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายในสภาเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเดินเพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณาและเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ในส่วนวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา ตนมีความเห็นว่าภารกิจที่สำคัญที่สุดของประธานสภาเวลานี้คือการกอบกู้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาแห่งนี้ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแต่ในหลายครั้งสภาแห่งนี้ก็กลับทำลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน ถ้าเราเปิดดูข้อบังคับสภาเราจะเห็นเขียนไว้ชัดในข้อที่ 9 ว่าประธานสภานั้นจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกัน ว่าประธานสภาจะต้องวางตัวเป็นกลาง ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรคและสมาชิกทุกคน ใครพรรคไหนทำผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือนห้ามปรามด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใครเสนอกฎหมายอะไรก็ต้องปฏิบัติตามด้วยมาตรฐานเดียวกัน
หากเราจะทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนหวังว่าประธานสภาคนถัดไป จะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง คือ 1. หวังว่าประธานสภาคนต่อไปจะไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีในอนาคตยกระดับงานด้านนิติบัญญัติ เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายทั้งหมด และเพิ่มการประชุมแบบออนไลน์
2. ประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็น กลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สิ่งหนึ่งที่สภาทำได้คือการจัดทำและเผยแพร่ "แดชบอร์ด" เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้ สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดในการประชุมกรรมาธิการ
3. จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชน เผชิญกับปัญหาปากท้องที่ถูกซ้ำเติมจากวิกฤตภายในและภายนอก สิ่งสุดท้ายที่พี่น้องประชาชนอยากเห็นคือการเห็นผู้แทนที่เลือกเข้าไปกลับไปใช้เงินภาษีอย่างฟุ่มเฟือย
สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนำงบประมาณมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งสุดท้ายที่อยากเห็น คือสภาที่ลงทุนกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าลงทุนการแก้ไขปัญหาของประชาชน
ดังนั้นผมหวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสำคัญ ในการเสนอให้มีการตัดหรือปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแม้จะต้องขัดกับเพื่อนสมาชิกในที่นี้อยู่บ้าง
4. จะต้องไปวางตนเป็นกลางระหว่างอำนาจของคนไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน สภาชุดไหนที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชน ก็เปรียบเสมือนสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง ปัจจุบันประชาธิปไตยถูกบีบให้อ่อนแออำนาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงนำในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกขัดขวางบิดเบือน หรือครอบงำโดยอำนาจ ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
" ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ เห็นว่า ประธานสภาคนถัดไป จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อทำให้การได้มา และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ในฐานะ ตัวแทนของส.ส 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องมีบทบาทสำคัญ ในการรวมพลังทุกพรรคและสมาชิกทุกคนเพื่อมาตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาและทำให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรีเป็นธรรมและโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภาผมเห็นว่า ประธานสภาคนถัดไปจะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงรวดเร็วเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนทุกชุดความคิดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา " นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้อาจไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภาแต่คือคำถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้สภาแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามครอบงำผู้แทนราษฎรของเรา