โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"นักวิชาการ มธ." ชง 3 มาตรการหนุน "โซลาร์เซลล์ประชาชน" รับมือวิกฤตพลังงานลากยาว

NATIONTV

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

12 เมษายน 2569 นักวิชาการธรรมศาสตร์ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ ชี้เป็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมเสนอแนะขยายผลความสำเร็จสู่ภาคครัวเรือนผ่าน 3 แนวทาง "หนุนเงินทุนกลุ่มเปราะบาง – ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืนก้าวสู่ Net Metering 1:1 – ลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน" หวังสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์และนักวิจัยเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและราคาค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากต่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ตามแผนที่วางไว้

รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล

รศ.ดร.ธนิท กล่าวว่า ขอชื่นชมรัฐบาลที่ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากทางธุรการ โดยเฉพาะการปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 และการลดขั้นตอนของใบอนุญาต อ.1 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนแฝงในการติดตั้งลงอย่างมาก การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาคประชาชน

อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง จึงเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5 - 3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก

2. ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1

“การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

3. ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ

“ต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ธนิท กล่าว

"ไทยคูน เวิลด์ไวด์" รุกติดตั้ง Solar Roof ใหญ่สุดในไทย

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจนกับการรับมือวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ ที่คาดว่าจะมีราคาพุ่งสูงขึ้นถาวร หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 1-3 ปี ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ระดับโลก แม้สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเร็วๆ นี้ก็ตาม

ก็คือ บริษัท ไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งจัดพิธีเริ่มต้นโครงการติดตั้ง ”Solar roof” ขนาด 18 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในโครงการ Solar roof ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเท่าที่เคยสร้างมา

การติดตั้ง Solar roof ขนาดใหญ่ที่สุดครั้งนี้ ดำเนินการโดย บริษัท Center int FDA new energy จำกัด เป็นผู้รับเหมาแบบ EPC หรือ เบ็ดเสร็จครบวงจร ตั้งแต่งานออกแบบ จัดหาวัสดุ และก่อสร้าง

สำหรับ บริษัทไทยคูนฯ ดำเนินธุรกิจหลอมเหล็ก ผลิตและจัดจำหน่ายเหล็กลวด เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตรายใหญ่ การปรับตัวครั้งใหญ่หันมาใช้พลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาดครั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand aims for carbon neutrality by 2050 and net-zero greenhouse gas emissions by 2065 ซึ่งหมายถึง เป้าหมายของประเทศไทยที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ. 2593) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) แล้ว ยังทำให้บริษัทประหยัดค่าไฟฟ้าอีกปีละกว่า 100 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุนเพียง 4 ปีเท่านั้น

#โซลาร์เซลล์ประชาชน #ค่าไฟแพง #พลังงานสะอาด #NetMetering #ลดค่าไฟ #ธรรมศาสตร์ #ไทยคูน #วิกฤตพลังงาน2026 #NetZero

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...