โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Disrupt ตัวเองก่อนโลกมา disrupt บทเรียนการบริหารของ “เต้” ภูริต ภิรมย์ภักดี ทายาทสิงห์รุ่น 4

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 03 เม.ย. เวลา 18.35 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailand
ภูริต ภิรมย์ภักดี

สิงห์หนุ่มผู้เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ยิ่งต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ทั้งการรักษารากฐานเดิมให้แข็งแกร่ง และการแสวงหาเส้นทางใหม่ๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนคุณเต้กล่าวกับHELLO! ว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการกระทำและผลลัพธ์ที่ออกมามากกว่าการอธิบายเป็นคำพูด แต่เมื่อบทบาทเปลี่ยนไป เขาตระหนักดีว่าวิธีการทำงานของตนเองก็ต้องเปลี่ยนตาม

“เมื่อก่อนเวลาจะโน้มน้าวใครให้เชื่อหรือคิดเห็นเหมือนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในองค์กรหรือทีม เราต้องทำให้เขาเห็นก่อนว่าเราทำได้จริง” คุณเต้กล่าว ก่อนเสริมว่า “แต่การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรครอบครัว ไม่สามารถพึ่งพาผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวได้ เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันของผู้คนจำนวนมาก แทนที่จะทำงานเงียบๆ เราต้องอธิบายให้คนเข้าใจด้วย เพราะบางครั้งตัวเลขอย่างเดียวก็ไม่ได้บอกทุกอย่าง”

จังหวะที่คุณเต้เข้ามารับตำแหน่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรเช่นกัน วิสัยทัศน์และทิศทางจึงต้องชัดเจนที่สุด เขาเริ่มต้นจากการจัดทัพองค์กรใหม่แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

“เดิมธุรกิจเรามีบริษัทในเครืออยู่เกือบ 200 บริษัท ผมเข้ามาปิดบริษัทที่ไม่ทำกำไร หรือบริษัทที่เรามองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จนปัจจุบันเหลืออยู่ 145 บริษัท ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ต้องการให้ยึดติดกับความสำเร็จในสมัยก่อน ในขณะเดียวกันก็เพื่อสื่อสารให้ทีมมองเห็นอนาคตของสิงห์ไปในทิศทางที่เป็นภาพเดียวกัน

ถึงจะมีแนวทางที่ชัดเจนแต่ผมไม่ได้ยึดติดว่าสิ่งที่ผมพูดจะต้องเป็นคำประกาศิต เพราะเราทุกคนทำงานเป็นทีม ทุกคนมีส่วนที่ช่วยสร้างให้องค์กรเติบโต และแข็งแรง ที่ผ่านมาภายใต้ความสำเร็จที่คนอื่นมองเห็น แท้จริงแล้วมีวิกฤติต่างๆ ที่เราต้องผ่านไปเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้คนในทีมกล้าพูดและกล้าแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งที่เราคิดไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ในทีมงานเราจะมีคนที่คอยทำหน้าที่เหมือน Devil’s advocate คอยตั้งคำถามหรือโต้แย้งไอเดียต่างๆเพื่อการถ่วงดุล เพราะคนเราเวลาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ เราจะมีอีโก้ ไม่ฟังใคร พอถึงจุดนั้นถ้าไม่ฟังอะไรใคร คิดว่าทุกอย่างถูกต้องหมดก็พังได้” คุณเต้เล่าว่าบทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งที่เขาได้รับจากการก่อตั้ง Singha Ventures หน่วยงาน

‘คนเราเวลาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ เราจะมีอีโก้ ไม่ฟังใคร พอถึงจุดนั้นถ้าไม่ฟังอะไรใคร คิดว่า
ทุกอย่างถูกต้องหมดก็พังได้’

ลงทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) ที่คุณเต้เริ่มต้นไว้เมื่อเกือบสิบปีก่อน เพื่อเน้นที่การลงทุนกับสตาร์ทอัพจากทั่วโลก คือการเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจจากมุมที่กว้างขึ้น เทคโนโลยีทำให้หลายอุตสาหกรรมถูก ‘disrupt’ อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่โรงแรมไปจนถึงสื่อ สำหรับเขา วิธีรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การป้องกันตัวเอง แต่คือการเปลี่ยนตัวเองก่อน

“ถ้าใครจะมา disrupt เรา คนคนนั้นควรเป็นตัวเราเอง และต้องทำทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงาน บริหารคน รวมถึงภาพลักษณ์องค์กร” แนวคิดนี้ทำให้บริษัทมองไกลกว่าธุรกิจเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว และเริ่มลงทุนในเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้ทิศทางของโลก
“เมื่อก่อนธุรกิจที่เราทำคือการสร้างจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เราต้องทำตั้งแต่ก่อนต้นน้ำ และเกินปลายน้ำออกไป ดังนั้น Organization chart ของเราต้องแข็งแรงตั้งแต่ต้นจนจบในอนาคตเรารู้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้นแน่นอน คำถามคือเราจะใช้มันยังไง และจะเตรียมคนของเราให้พร้อมยังไง”

นอกจากองค์กรของตนเองแล้ว เขายังมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งให้กับ SME ไทย ผ่านการตั้งกองทุน BMB Capital Partners ที่คุณเต้จับมือร่วมกับคุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Ookbee และคุณวรภัทร ชวนะนิกุล CFO ของบริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เพื่อเข้าลงทุนและให้ความรู้แก่ธุรกิจ SME ดาวรุ่งในกลุ่มอาหาร ไลฟ์สไตล์ และพลังงานสะอาดซึ่งจะเป็นเทรนด์ของโลกในอนาคตเช่น Bearhug เจ้าของ Sunsu ที่ผลิตสินค้าหมึกกรุบและเยลลี่บุก รวมถึง Nose Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทย

“ผมมองว่าสิ่งที่เราทำ คือการสร้าง Ecosystem หรือ ระบบนิเวศทางธุรกิจในประเทศแข็งแรง องค์กรที่เราทำอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น การที่เราให้โอกาสหรือสนับสนุนองค์กรอื่นๆ ก็เหมือนกับการสร้างทีมของเราให้ใหญ่ขึ้น มีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองที่ดีขึ้น มาคุยแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนวิธีคิดกัน สุดท้ายผลดีก็จะสะท้อนกลับมาที่องค์กรและแบรนด์ของเราทั้งหมดในที่สุด”

แน่นอนว่าเส้นทางของผู้นำไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คุณเต้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเคยทำผิดพลาดมามากมาย ทั้งการตัดสินใจที่เร็วกว่าความต้องการของตลาด การคาดเดาตลาดที่ผิดจังหวะ แต่เมื่อรู้แล้วต้องหาวิธีจัดการแก้ปัญหาให้ได้ไวที่สุดและ

ก้าวต่อไปอย่างไรจึงจะไม่พลาดซ้ำสอง

“เคยมีคนถามว่า ถ้าผมมียางลบวิเศษ ที่สามารถลบอดีตได้ ผมจะเลือกลบความผิดพลาดใดออกไป ผมตอบว่า ผมเลือกที่จะไม่ลบอะไรเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ผมลบสิ่งนั้นออก ผมจะลืมว่าตัวเองเคยทำอะไรผิดพลาดไป แทนที่จะลบ ผมจะใช้วิธีขีดฆ่าออก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผมจะยังเห็นว่าเราเคยทำผิดแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง สำหรับผมอดีตมีความหมายกับปัจจุบัน ไม่ว่าคุณ
จะพยายามลบมันเท่าไหร่ สิ่งนั้นก็ยังเป็นอดีตของคุณอยู่ดี ในทางกลับกันคุณควรเอาสิ่งที่เป็นอดีตมาพัฒนาให้อนาคตของคุณดีขึ้นกว่าเดิมจะดีกว่า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...