โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดานอน ขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมดุลระบบทางเดินอาหารในเด็กผ่าคลอด

TODAY

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 10.43 น. • TODAY

ด้วยอัตราการคลอดบุตรด้วยการผ่าคลอด (C-section) ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 40.9% ของการคลอดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 10–15% ดานอนจึงจัดกิจกรรม “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับความท้าทายด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ที่เด็กผ่าคลอดอาจต้องเผชิญ โดยโครงการดังกล่าวยังมุ่งช่วยคลายความไม่สบายใจของคุณแม่ผ่าคลอดจำนวนมาก ซึ่งมักกังวลว่าบุตรหลานอาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่า หรือ พัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ

แม้ว่าการผ่าคลอดจะเป็นวิธีที่จำเป็นทางการแพทย์และสามารถช่วยชีวิตได้ในหลายกรณี แต่กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ทารก ไม่ได้รับแบคทีเรียที่มีประโยชน์จากแม่ในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งตามปกติจะถ่ายทอดผ่านกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ การขาดกระบวนการส่งต่อจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ อาจส่งผลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ช่วงแรกเริ่มไม่สมดุล และมีงานวิจัยชี้ว่าอาจส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองในระยะเริ่มต้น

นมแม่ถือเป็นแหล่งโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็กทารกรวมถึงทารกผ่าคลอดในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งรวมถึงซินไบโอติก (Synbiotic) ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นรากฐานภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดที่แข็งแรงในอนาคต และนอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่นำเสนอข้อมูลที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยพบว่า ซินไบโอติก ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ ร่วมกับ Bifidobacterium breve สามารถช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กผ่าคลอดได้ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อเนื่อง

ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง

โดยปกติแล้ว เมื่อทารกคลอดตามธรรมชาติ เด็กจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากแม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนชุดเริ่มต้น (Starter Pack) สำหรับการสร้างพื้นฐานของระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ในทางกลับกัน เด็กที่เกิดจากการผ่าคลอดอาจพลาดโอกาสในการรับจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ไปบางส่วน ส่งผลให้การเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งนั้นล่าช้าออกไป

ซึ่งผลงานวิจัยที่กล่าวถึงข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกสามารถช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ในเด็กกลุ่มนี้ได้ โดยพบว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น

เพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญต่อครอบครัวในยุคปัจจุบัน

อัตราการผ่าคลอดทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 7% ในปี 1990 มาอยู่ที่ 21% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 29% ภายในปี 2030 ซึ่งแนวโน้มนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุของคุณแม่ที่มากขึ้นและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IVF) มากขึ้น เมื่อคุณแม่ที่จำเป็นต้องผ่าคลอดมีจำนวนมากขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของโภชนาการที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันของเด็กได้อย่างไร จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญร่วมให้มุมมอง

ในงานเสวนาทางวิชาการด้านสุขภาพ “ฉลาดรอบด้าน ภูมิต้านทานพร้อม เพื่อเด็กผ่าคลอด” ซึ่งจัดขึ้นโดยดานอน ภายใต้โครงการ C-Section Awareness Month โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผ่าคลอด รวมถึงบทบาทของโภชนาการที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในการช่วยส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

รองศาสตราจารย์ เรือเอก นายแพทย์มานพชัย ธรรมคันโธ รองประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การผ่าคลอดที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลในปี 2565 พบว่ามีอัตราการผ่าคลอดสูงถึง 40.9% (Multiple Indicator Cluster Survey 2022) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีรายงานการผ่าคลอดอยู่ที่ประมาณ 35% ซึ่งการผ่าคลอดส่งผลให้เกิดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ของทารกในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต อันเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานของพัฒนาการทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานและสมอง จากการศึกษาซี่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลกพบว่าการผ่าคลอดส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในการบรรยายครั้งนี้ยังได้นำเสนอแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กผ่าคลอด โดยเน้นย้ำว่านมแม่ยังคงเป็นโภชนาการที่ดีที่สุดเพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของนมแม่คือซินไบโอติกที่ช่วยคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพ

รศ.รอ.นพ.มานพชัย ยังได้นำเสนองานวิจัยของการเสริมซินไบโอติกในเด็กผ่าคลอด พบว่าช่วยส่งเสริม ภูมิต้านทานได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ และช่วยลดความเสี่ยงต่อ 5 โรคที่พบบ่อย และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดยืนยันอีกว่าการเสริมซินไบโอติกให้ผลในการคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพได้ยาวนานต่อเนื่องแม้จะหยุดการเสริมแล้วก็ตาม รศ.รอ.นพ.มานพชัย กล่าวปิดท้ายถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นรากฐานของพัฒนาการของเด็กรวมถึงการพัฒนาสมองและการเรียนรู้

ด้านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ นายกสมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก กล่าวเสริมจากมุมมองของพัฒนาการเด็กว่า การพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองด้วยหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการมีสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ การพัฒนาสมองและระบบประสาทยังสำคัญต่อศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กซึ่งสามารถเสริมสร้างร่วมกันได้ด้วยโภชนาการที่เหมาะสม ควบคู่กับการเลี้ยงดูผ่านการกระตุ้นพัฒนาการตามวัย โภชนาการที่เหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารหลากหลายอย่างสมดุลทำงานร่วมกัน ไม่เพียงสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสารอาหารที่พบได้ในนมแม่ อาทิ DHA, โอเมก้า 3, 6 และ 9, สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin), ทริปโตเฟน (Tryptophan) และวิตามินบี 12

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์และคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อความสำเร็จแห่งอนาคตในรูปแบบที่เด็กเลือกเองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็กจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลายรอบด้าน นอกเหนือจากความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเข้าสังคมและการปรับตัว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำงานร่วมกับการได้รับโภชนาการและพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อแม่ คือการเลี้ยงดูลูกของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเช่นกัน คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ในยุค AI ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำและสำรวจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ วางแผนและแก้ปัญหา รวมถึงส่งเสริมให้ลูกคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ นอกจากนั้นการสอนให้ลูกเข้าใจและจัดการอารมณ์ตนเอง พร้อมเข้าใจผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากขึ้น รวมถึงการสอนและฝึกฝนให้ลูกรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัว ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมที่ตนเองเคยชิน พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลวและเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

ดานอนตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอด

ในฐานะผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพ ในปีนี้ ดานอนจึงได้เดินหน้าจัดโครงการ “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ในประเทศไทยเป็นปีที่สอง โดยร่วมมือกับ สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอดอย่างรอบด้าน

ภายในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้ ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 300 คน อาทิ กุมารแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิต

เภสัชกรหญิง วิรัชดา สุทธยาคม ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า “ดานอน สนับสนุนการศึกษาวิจัยและมุ่งทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนในการให้ความรู้ในด้านโภชนาการเพื่อส่งมอบสุขภาพที่ดีให้แก่เด็กๆ ทั้งในด้านพัฒนาการสมองและภูมิต้านทานที่แข็งแรง ผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้และเครื่องมือติดตามสุขภาพภูมิคุ้มกันบนเว็บไซต์ เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโภชนาการ รวมถึงการเปิดสายด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณแม่ไม่ต้องเผชิญกับข้อสงสัยในการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...