โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐบาลงัดแผนปันส่วนน้ำมัน จำกัดปริมาณการใช้ รับมือวิกฤติระดับ 3

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 00.24 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 00.17 น.

ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 แล้วก็ตาม แต่ปริมาณการใช้กลับไม่ลดลงตามที่คาดหวัง โดยในบางวันตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตร

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศต้องแบกรับภาระหนัก โดยขณะนี้โรงกลั่นทุกแห่งต้องเดินเครื่องที่กำลังการผลิตเกิน 100% มาต่อเนื่องแล้วกว่า 1 เดือน ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าการฝืนเดินเครื่องในระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลานานย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

ภาพประกอบข่าว

หากโรงกลั่นแห่งใดแห่งหนึ่งต้องหยุดซ่อมบำรุงกะทันหันในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ จะยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันดีเซลให้รุนแรงขึ้นอีก จึงอาจจำเป็นต้องยกระดับมาตรการรับมือวิกฤติพลังงานจากปัจจุบันอย่ที่ 2.2 เป็นระดับ 3 ในเร็วๆนี้

การใช้ดีเซลพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ได้มีการรายงานข้อมูลสถิติการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 ในที่ประชุมศบก.ทราบว่า ปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเดือนมีนาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 83.29 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับเดือนมีนาคม 2568 ที่อยู่เพียง 67.56 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 23% ขณะที่ในช่วงปี 2566–2568 ปริมาณการใช้อยู่ในกรอบ 60–70 ล้านลิตรต่อวันโดยเฉลี่ย

ทั้งนี้ แม้จะมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นแล้ว ปริมาณการใช้ดีเซลก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลง โดยในภาวะปกติประเทศไทยใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละประมาณ 64 ล้านลิตร แต่ขณะนี้ยังคงอยู่ที่ระดับ 80 ล้านลิตรต่อวัน และในบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน

แผนรับมือวิกฤตน้ำมัน

ศบก.ชี้ 3 ปัจจัยหนุนการใช้น้ำมันผิดปกติ

ที่ประชุม ศบก. ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันพุ่งสูงผิดปกติออกเป็น 4 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยแรก คือ การกักตุนน้ำมัน ซึ่งเกิดขึ้นในวงกว้างภายหลังการปรับราคา โดยประชาชนและผู้ประกอบการบางส่วนเร่งสำรองน้ำมันไว้ใช้ล่วงหน้า

ปัจจัยที่สอง คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำมันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยข้ามไปเติมน้ำมันในฝั่งมาเลเซียซึ่งเคยมีราคาถูกกว่า ได้หันกลับมาเติมน้ำมันในประเทศไทยแทน หลังจากราคาน้ำมันในมาเลเซียปรับตัวสูงกว่าราคาในไทย

ปัจจัยที่สาม คือ พฤติกรรมของจ็อบเบอร์รายใหญ่ โดยพบว่าจ็อบเบอร์รายใหญ่หลายรายมีปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่า 100% ของปริมาณปกติ ซึ่งที่ประชุมมองว่าเป็นสัญญาณของการสะสมน้ำมันเกินความจำเป็น

ปัจจัยที่สี่ คือ การลักลอบขนน้ำมันไปขายในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่าไทย

กังวลโรงกลั่นเดินเครื่องเกินกำลัง เสี่ยงขัดข้อง

ความกังวลสำคัญที่ถูกหยิบยกในที่ประชุม ศบก. คือสถานการณ์ของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ซึ่งขณะนี้ต้องเดินเครื่องใช้กำลังการผลิต เกิน 100% มาต่อเนื่องแล้วกว่า 1 เดือน เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูง ที่ประชุมแสดงความเป็นห่วงว่าการเดินเครื่องในระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค และหากโรงกลั่นใดหยุดชะงักในช่วงนี้ จะยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของน้ำมันดีเซลให้รุนแรงขึ้นอีก

สถานการณ์การใช้น้ำมันที่ผิดปกติดังกล่าวทำให้ที่ประชุม ศบก. มีความกังวลต่อระดับสต็อกน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ได้กว่า 100 วัน แต่หากอัตราการใช้ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ต่อเนื่อง ระยะเวลาที่สต็อกจะเพียงพออาจหดสั้นลงจนต่ำกว่า 100 วัน ซึ่งจะกดดันให้ต้องนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้เร็วกว่าที่วางแผนไว้

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ ศบก. ตัดสินใจยกระดับมาตรการรับมือความมั่นคงทางพลังงานขึ้นสู่ระดับ 2.2 ทันที

ประเมิน 2 ฉากทัศน์ดีเซลก่อนสงกรานต์

ศบก. ยังได้วิเคราะห์เส้นทางสต็อกน้ำมันดีเซลออกเป็น 2 ฉากทัศน์ โดยใช้ค่าเฉลี่ยระหว่างวันที่ 20–27 มีนาคม 2569 เป็นฐาน ดังนี้

ฉากทัศน์ที่ 1 (สภาวะปกติ) คาดว่าการผลิตและการใช้จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยผลิตได้ 82.21 ล้านลิตรต่อวัน จำหน่าย 66.90 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออก 4.54 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้มีส่วนเกิน +10.7 ล้านลิตรต่อวัน และประเมินว่าสต็อก ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จะเหลือ 1,151 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 16 วัน

ฉากทัศน์ที่ 2 (ความต้องการสูงผิดปกติ) หากความต้องการยังคงสูงต่อเนื่อง โดยจำหน่ายอยู่ที่ 82.99 ล้านลิตรต่อวัน จะทำให้สมดุลติดลบ -5.32 ล้านลิตรต่อวัน และสต็อก ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จะเหลือเพียง 588 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 6.7 วัน เท่านั้น

ศบก. สั่งยกระดับเป็นระดับ 2.2 ทันที

เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดหาน้ำมันดิบในปัจจุบัน แม้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งจะดำเนินการตามปกติ ทางการได้ประเมินให้สถานะความพร้อมของประเทศอยู่ที่ "ระดับ 2.2" ทันที ซึ่งถือเป็น Baseline ปัจจุบัน จากแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละระดับมีมาตรการทั้งด้าน “จัดหา” และ “การใช้” ควบคู่กัน ดังนี้

ระดับ 1 เริ่มเมื่อมีแนวโน้มกระทบการจัดหาน้ำมันดิบหรือการจัดส่งของโรงกลั่นต่อเนื่องเกิน 7 วัน มาตรการด้านจัดหา ได้แก่ เร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม เพิ่มกำลังการผลิต และปรับ Yield โรงกลั่น ส่วนด้านการใช้ ได้แก่ สื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนรับทราบ และขอความร่วมมือลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

ระดับ 2.1 เมื่อสต็อกรวมลดลงเหลือ 25 วัน และการจัดหาลดลง 50% ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน หรือเริ่มขาดแคลนในประเทศเป็นวงกว้าง มาตรการเพิ่มเติมด้านจัดหา ได้แก่ ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น ผ่อนปรนด้านคุณภาพน้ำมัน จำกัดการส่งออก และผ่อนเวลาวิ่งรถขนส่งน้ำมัน ด้านการใช้ขอความร่วมมือ WFH และเรียนออนไลน์

ระดับ 2.2 (Baseline ปัจจุบัน) มาตรการด้านจัดหาเพิ่มเติมคือ จัดซื้อน้ำมันดิบแบบ G2G ห้ามผู้รับสัมปทานส่งออกน้ำมันดิบเพื่อนำมาใช้ในประเทศ และยกระดับการจำกัดการส่งออก ด้านการใช้บังคับ WFH และเรียนออนไลน์ จำกัดโควต้าการเติมน้ำมันสำหรับผู้ใช้รถทั่วไป บังคับ Speed Limit 90 กม./ชม. และทบทวนราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ระดับ 3 (วิกฤตการณ์) เมื่อปริมาณน้ำมันดิบเหลือลดลงสู่ระดับสำรองตามกฎหมายและการจัดหาหยุดชะงักมากกว่า 1 เดือน จะดึงน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 1% ออกมาใช้ พร้อมมาตรการปันส่วนน้ำมัน ให้ทหารและตำรวจควบคุมจุดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และจำกัดปริมาณการใช้ของกลุ่มต่างๆ อย่างเข้มงวด

รวมทั้งจะมีมาตรการเชิงคับที่สำคัญ ดังนี้ 1. ให้หรี่การใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ หรือประดับ สถานที่ทำธุรกิจ ป้ายชื่อร้าน และป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ หรี่ไฟลงในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป

2.กำหนดระยะเวลาเปิด/ปิด สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินเวลา 22.00 น. (เปิด/ปิดเวลา 05.00- 22.00 น.) โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก และให้ ห้างสรรพสินค้าปิดระบบปรับอากาศก่อนปิดทำการอย่างน้อย 30 นาที

3.กำหนดให้มีมาตรการ Work From Home โดยหากเป็นหน่วยงาน ภาครัฐจะต้องไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน

รัฐบาล เตรียมแผนรับมือวิกฤตระยะ 3

นางสาวณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวตอนหนึ่งในช่วงแถลงข่าวครั้งแรกว่า รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์ยกระดับสู่ระดับที่ 3 ไว้เรียบร้อยแล้ว ภายหลังกระทรวงพลังงานได้ประเมินความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ผลกระทบไม่รุนแรงแต่การเดินเรือ อาจช้าลง ระดับที่ 2 ช่องแคบฮอร์มุซปิดเกิน 1 เดือนแต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้และโรงกลั่นสามารถปรับตัวได้ และระดับที่ 3 ขั้นสูงสุดคือไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ทั้งหมดและความต้องการสูงเกินกำลังการผลิตของโรงกลั่น

ปัจจุบันประเทศไทยประเมินสถานการณ์อยู่ในระดับที่ 2.2 ซึ่งปัญหาจะยังไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน และมีโอกาสขยับขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์การสู้รบ รัฐบาลได้นำมาตรการระดับที่ 1 และ 2 มาใช้แล้ว เช่น การจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น การปรับกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ให้ทำงานเต็มขีดจำกัดที่ 109 - 110 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มสัดส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ การจำกัดการส่งออก และการสนับสนุนให้ทำงานที่บ้าน

“แม้ปัจจุบันประเทศคู่ขัดแย้งจะได้รับความกดดันจากทั่วโลก ซึ่งอาจช่วยลดระดับสถานการณ์ลงได้ แต่รัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือสำหรับสถานการณ์สมมติที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อความไม่ประมาท” โฆษก ศบก. กล่าว

ขณะที่ นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัด กระทรวงพลังงาน ระบุถึงแผนรองรับวิกฤตพลังงานระดับ 3 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่การจัดหาน้ำมันไม่สามารถทำได้ตามความต้องการ เนื่องจากผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ว่าหากซัพพลายน้ำมันหายไปจากตลาดจนเกิดการขาดแคลน รัฐบาลได้เตรียมแผนการบริหารจัดการการใช้น้ำมันอย่างเข้มงวด

โดยจะใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้หน่วยงานที่จำเป็นก่อน เช่น โรงพยาบาลและรถพยาบาล ควบคู่ไปกับการจำกัดการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน การควบคุมการเปิด-ปิดไฟ และกา รปรับเวลาให้บริการของห้างสรรพสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณพลังงานที่มีอยู่

ภาพประกอบข่าว

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมรับมือ 3 ระยะ

รายงานข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำมาตรการรับมือวิกฤตการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (0–6 เดือน) เน้นการตอบโต้และปรับตัวทันที อาทิ ลดการเดินทางโดยใช้การประชุมออนไลน์แทน เดินหน้ารณรงค์ “รถคู่เดิน Safety เต็มร้อย” พร้อมจัด Work From Home 10–25% ในส่วนที่ไม่กระทบบริการประชาชน กำหนดสถานีเชื้อเพลิงหลักสำหรับรถฉุกเฉิน จัดทำ Watch List ยาและเวชภัณฑ์สำคัญ เฝ้าระวังปริมาณสำรองยาช่วยชีวิต และปรับรูปแบบบริการด้วย Telemedicine ให้ได้ 30%

ระยะกลาง (6–9 เดือน) สร้างความยืดหยุ่นและพึ่งพาตนเอง ผ่านโครงการ Solar Rooftop ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและวัตถุดิบในประเทศ และยกระดับการใช้แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม Super App” เพื่อขยาย Telemedicine

ระยะยาว (มากกว่า 9 เดือน) มุ่งสู่ความยั่งยืนและนวัตกรรม ได้แก่ การเปลี่ยนสู่ Low Carbon & Climate Resilient Health Care เปลี่ยนรถยนต์เป็น EV หรือ Hybrid สร้างความมั่นคงด้านยาด้วยงานวิจัย และขยายหน่วยบริการปฐมภูมิพร้อมนำ AI มาใช้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...