BKA รุกตลาดพรีเมียมิ เคลียร์สต๊อก-ครึ่งหลังฟื้น
#BKA #ทันหุ้น – BKA ปรับโมเดลใหม่ รีโนเวตบ้านครบเครื่องอัพราคา 7-10 ล้านบาท เจาะตลาดพรีเมียม ดันมาร์จิ้นเพิ่ม 10-15% ชี้ครึ่งปีแรกเร่งเคลียร์สต๊อกเก่า ปรับองค์กร รับมือการเปลี่ยนแปลง ส่วนครึ่งปีหลังเริ่มขายล็อตใหม่ มั่นใจผลงานฟื้นคีนชีพ
นายพชร ธนวงศ์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก แอสเซท อิน เดอะกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BKA เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ได้มีการปรับเปลี่ยน Business Model ใหม่ เพื่อหนีการแข่งขันในตลาดแมสที่รุนแรงขึ้น โดยหันมาเน้นการทำ “Reface” หรือการปรับโฉมหน้าตาบ้านใหม่ทั้งหมดให้เหมือนกับ“บ้านสั่งสร้าง” (Custom-Built) เพื่อยกระดับสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น
** รุกตลาดใหม่กำลังซื้อสูง
ทั้งนี้บริษัทได้วางกลยุทธ์หนีตลาดแมส สู่Blue Ocean ซึ่งเป็นตลาดที่คู่แข่งน้อย โดยราคาบ้านจะอยู่ที่ระดับ 7-10 ล้านบาท จาก เดิมทีโมเดลธุรกิจคือการซื้อบ้านเก่ามาทาสีและปูกระเบื้อง แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาในตลาดนี้จำนวนมาก บริษัทจึงตัดสินใจขยับเซกเมนต์ขึ้นไปทำบ้านในระดับราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อและปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) จากธนาคารยังน้อยกว่ากลุ่มที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือพนักงานบริษัทชั้นนำที่มีฐานเงินเดือนมั่นคง
“การปรับโฉมใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการต่อเติม แต่มีการทุบและสร้างใหม่ในบางส่วน เช่น การทุบมุกหน้าบ้าน หรือการเพิ่มคานเพื่อให้ได้ดีไซน์ที่ทันสมัยเหมือนบ้านใหม่ ซึ่งโมเดลนี้ยังไม่มีคู่แข่งทำมากนัก จึงถือเป็นตลาด Blue Ocean โดยบ้านของบริษัทจะยังมีข้อได้เปรียบด้านราคาที่ถูกกว่าบ้านสร้างใหม่ในทำเลเดียวกันถึง 30-100%” นายพชร กล่าว
สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทอยู่ในช่วงของการเคลียร์สต๊อกเก่า ที่ซื้อมาก่อนการเปลี่ยนโมเดล เนื่องจากโครงสร้างเดิมไม่สามารถปรับปรุงตามรูปแบบใหม่ได้ พร้อมทั้งมีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) ครั้งใหญ่ โดยมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรถึง 30% เพื่อดึงทีมสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างเข้ามาดูแลงานออกแบบและดีไซน์โดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากเดิมที่เน้นเพียงงานซ่อมแซมพื้นฐาน
** มุ่งสร้างแบรนดิ้ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทุ่มงบประมาณไปกับการสร้าง Branding ใหม่ โดยจ้างเอเจนซีที่มีประสบการณ์กับอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่มาช่วยปรับภาพลักษณ์ เพื่อรองรับการขยายตัวสู่ตลาด Premium อย่างเต็มตัว
สำหรับต้นทุนวัตถุดิบปัจจุบันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ “สี” และขาดตลาดในบางช่วง เนื่องจากราคาน้ำมัน แต่บริษัทประเมินว่าจะกระทบงบประมาณรวมเพียงเล็กน้อยประมาณ 5% โดยคาดการณ์ว่าผลประกอบการจะเริ่ม ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง
ส่วนการจับมือร่วมกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เพื่อนำซัพพลายใหม่เข้ามาพัฒนา คาดว่าจะเริ่มออกสู่ตลาดได้ในช่วงปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าโมเดลใหม่จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้อีกประมาณ 10-15% จากเดิมที่รักษามาจิ้นรวมของพอร์ตโฟลิโอไว้ที่ระดับ 10% กว่า โดยภาพรวมของตลาดบ้านมือสองในปัจจุบันแม้ดีมานด์จะชะลอตัวลงจากหลายปีก่อน แต่ยังคงมีการซื้อขายหมุนเวียนที่ดีกว่าบ้านมือหนึ่งกว่าเท่าตัว