โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

จับแล้ว ‘หนูเฉิน’ บิ๊กพ่อค้ายานรก จัดฉากแกล้งตายหนีคดี 66 หมาย

เดลินิวส์

อัพเดต 8 เมษายน 2569 เวลา 2.48 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงจับกุม “หนูเฉิน” พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังหลบหนีคดีนานหลายปี ถึงขั้นจัดฉากแกล้งตาย สุดท้ายถูกจับกุมได้ที่ต่างประเทศ ก่อนส่งตัวกลับไทยดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมารองผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมนายฐปนันท์ หรือ “หนูเฉิน” ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่มีหมายจับรวมกว่า 66 หมาย โดยผู้ต้องหารายนี้ หลบหนีคดีมานาน และเคยวางแผนให้คนใกล้ชิดสร้างสถานการณ์แกล้งเสียชีวิต เมื่อปี 65 เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะถูกทางการเกาหลีใต้ควบคุมตัว และส่งกลับประเทศไทย มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงบ่ายที่ผ่านมา

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้ถือเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายค้ายาเสพติด มีความเกี่ยวข้องกับคดีจำนวนมาก และเป็นหนึ่งในผู้นำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย โดยความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน รวมถึงการประสานงานกับต่างประเทศ

พล.ต.ท.สำราญ บอกว่า คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญของผู้ที่คิดเข้าสู่วงการค้ายาเสพติด การจับกุมยาเสพติดตั้งแต่ปี 42 ได้ปรากฎชื่อของผู้ค้ายาเสพติด “หนูเฉิน” ในหลากหลายชื่อโดยตลอดระยะเวลาหลายปี ผู้ต้องหาได้เปลี่ยนชื่อหลายครั้ง และพยายามอำพรางตัวเอง รวมถึงจัดฉากว่าถูกฆาตกรรมเพื่อหลบหนีคดี แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่ได้ ยืนยันว่า จะเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสกัดกั้น จับกุมผู้ค้า ยึดทรัพย์ และติดตามผู้หลบหนีมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แม้จะใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ และมีบุคคลในเครือข่ายช่วยจัดฉากการเสียชีวิต บริเวณแม่น้ำเมย เมื่อปี 65 ขณะเดียวกัน ยังพบว่าผู้ต้องหาเป็นผู้สั่งการสำคัญในเครือข่ายค้ายาเสพติด มีหมายจับคงค้างอยู่จำนวนมาก และมีเครือข่ายที่ถูกออกหมายจับเพิ่มเติมอีกกว่า 400 หมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมเร่งสอบสวนขยายผลให้ครบทุกคดี

พล.ต.ท.สำราญ ยังระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่หลบหนี ผู้ต้องหาได้ย้ายที่อยู่ไปต่างประเทศ และยังคงมีบทบาทสั่งการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเตรียมเพิ่มมาตรการเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติด ทุกหน่วยงานยังคงปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ไม่มีวันหยุด ทั้งการตั้งจุดตรวจ การใช้สุนัขตำรวจ และการข่าว เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดในทุกเส้นทาง

ขณะที่ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ความสำเร็จในคดีนี้ เป็นผลจากนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านข่าวกรองจากประเทศเกาหลีใต้ หรือหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ที่สนับสนุนข้อมูลสำคัญ จนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ หลังหลบหนีและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานกว่า 14 ปี

“เครือข่ายของ หนูเฉิน ถือเป็นกลุ่มสำคัญ ที่มีบทบาทในการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25-30 ของปริมาณยาเสพติดที่ทะลักเข้ามาในแต่ละปี พร้อมฝากเป็นอุทาหรณ์ไปยังผู้ที่ยังเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ว่าแม้จะมีทรัพย์สินหรือใช้ชีวิตอย่างหรูหราเพียงใด สุดท้ายก็ไม่สามารถหลบหนีความผิดได้“ พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นผลจากการทำงานเชิงลึกของชุดสืบสวนที่ติดตามผู้ต้องหารายนี้มาอย่างต่อเนื่อง หลังพบพิรุธจากการแจ้งเสียชีวิตในต่างประเทศ

โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนนานกว่า 4 ปี ตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของบุคคลใกล้ชิดและเครือญาติ จนพบความผิดปกติ ก่อนแกะรอยผู้ต้องสงสัยจากการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และต่อไปยังเกาหลีใต้ กระทั่งมีการตรวจสอบลายนิ้วมือ ยืนยันตัวบุคคลตรงกับผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านยาเสพติด และหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ จนนำไปสู่การจับกุมได้ในที่สุด

ทั้งนี้ มีรายงานจากการสืบสวนทราบว่า นายฐปนันทน์ หรือ นายอธิฐาน หรือ "หนูเฉิน" อายุ 43 ปี เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted) ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเคยมีชื่อในบัญชีประกาศสืบจับที่มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท โดยนายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เริ่มเข้าสู่วงจรยาเสพติดจากการเป็นผู้เสพ และขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้ารายย่อยในย่านศรีนครินทร์ ช่วงปี 2543 – 2545 จนกระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยาเสพติด และทำหน้าที่เป็นตัวการหลักในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย

พฤติการณ์ที่สำคัญของผู้ต้องหารายนี้ มีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี อาทิ :

  • ปี 2552 : ถูกจับกุมพร้อมยาบ้าจำนวน 26,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนจะหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • ปี 2555 : เกี่ยวข้องกับการจับกุมเครือข่ายนายนิพนธ์ ร่วมกับอดีตทหารสังกัดกองพันทหารช่าง พร้อมยาบ้ากว่า 3.8 ล้านเม็ด และไอซ์ 71 กิโลกรัม ซุกบ้านหรู่ในย่าน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยสืบสวนพบว่านายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เป็นผู้รับคำสั่งจากนักโทษชายในเรือนจำ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ ๆ ของขุนส่า อดีตราชายาเสพติดชื่อดัง เพื่อดำเนินการกระจายยาเสพติด จากการสืบสวนพบว่านายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เป็นผู้สั่งการในคดี
  • ปี 2555 : เกี่ยวข้องกับการจับกุมคดีนายอาทิตย์ พร้อมของกลาง ยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ไอซ์ 36 กิโลกรัม ได้ที่แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
  • ปี 2560 : เกี่ยวข้องกับคดีจับกุมยาบ้ากว่า 10.3 ล้านเม็ด ในย่าน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และคดีจับกุมยาบ้า 10.5 ล้านเม็ด ไอซ์ 12 กิโลกรัม ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร
  • ปี 2562 : เกี่ยวข้องกับการลำเลียงไอซ์น้ำหนัก 1.5 ตัน ซึ่งถูกซุกซ่อนในช่องลับของรถบรรทุกพ่วงที่ด่านตรวจในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 65 นายฐปนันทน์หรือ “หนูเฉิน” พรางตัวอย่างแนบเนียนที่เคยหลอกคนทั้งโลกว่า “ตายไปแล้ว” จากข่าวว่าถูกฆาตกรรม โยนศพทิ้งริมแม่น้ำเมย ในเขตเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว แต่จากการสืบสวนทางลับพบว่าผู้ต้องหายังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน

ต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหว นายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” มาโดยตลอด จนสืบทราบว่าได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงาน ปปส. เพื่อประสานความร่วมมือต่อไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ โดยเป็นหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้มีหมายจับมากกว่า 60 หมายจับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...