เลือกตั้งพม่าใต้เงาเผด็จการทหาร: แบ่งเขตเอื้อคนชนะ ให้โควต้าทหาร ยุบพรรคคู่แข่ง จับเยาวชนเข้าคุก
-
ไม่นานมานี้ พม่าจัดการเลือกตั้งไป โดยมีทั้งหมด 3 รอบ คือ 28 ธันวาคม 2568 ที่มีการเลือกตั้งใน 202 เขต วันที่ 11 มกราคม 2569 เลือกตั้งใน 202 เขต และวันที่ 25 มกราคม 2569 เลือกตั้งอีก 63 เขต
การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมโดยสมบูรณ์ของคณะรัฐประหาร มีผู้ต่อต้านถูกจับกุมและดำเนินคดี ผลการเลือกตั้งก็เป็นที่คาดเดาได้ว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ที่ก่อตั้งโดยอดีตนายทหารและกลุ่มอำนาจเก่าที่รัฐบาลทหารใช้สืบทอดอำนาจทางการเมือง ครองเสียงข้างมากในสภา โดยได้ที่นั่งไปมากกว่า 52% ของสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับตัวแทนอีก 25% ที่มาจากการแต่งตั้งโดยกองทัพ ส่วนผลการเลือกตั้งของสภาสูงก็ออกมาคล้ายกัน
ย้อนเวลากลับไปพม่ามีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเข้ารวบอำนาจการปกครอง ประกาศว่าจะคุมประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี แล้วจะคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
10 เมษายน 2569 (ANFREL-Asian Network for Free Elections) ร่วมกับ SAC-M (Special Advisory Council for Myanmar) เปิดรายงานการเลือกตั้งพม่าภายใต้รัฐบาลทหาร “นายพลเก่าในชุดใหม่: การเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมปี 2568-2569 ของคณะรัฐบาลทหารพม่า และทางข้างหน้า” (Old Generals, New Clothes: The Myanmar Junta's Illegitimate 2025-26 Elections and the Way Forward) โดยมี บริซซา โรซาเลส (Brizza Rosales) ผู้อำนวยการบริหารอันเฟรล (ANFREL) ที่ให้ข้อสรุปในมุมมองขององค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง อามาเอล เวียร์ (Amael Vier) นักวิเคราะห์การเลือกตั้งที่ชี้ให้เห็นถึงเครื่องมือในการควบคุมผลเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร และ เบน ลี (Ben Lee) ผู้อำนวยการบริหารแซค-เอ็ม (SAC-M) ร่วมให้มุมมองด้านสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอต่อภาคประชาชนระหว่างประเทศ
การเลือกตั้งที่วางแผน-ออกแบบ-จัดการโดยคณะรัฐประหาร
บริซซากล่าวว่า การเลือกตั้งพม่าครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2551 ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งกำหนดให้กองทัพครองที่นั่งในสภาโดยอัตโนมัติ 25% และเสียงส่วนน้อยที่มาจากการแต่งตั้งนี้มีอำนาจยับยั้ง (Veto) เหนือรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งยังเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลทหารพม่าประกาศขยายเวลาต่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกอ้างว่ามีเพื่อตอบโต้การเลือกตั้งในปี 2563 ที่ดูเหมือนทิศทางประชาธิปไตยในพม่าจะมีเสรีภาพมากขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่คณะรัฐประหารพม่าจะป้ายสีว่า เป็นการเลือกตั้งที่โกงและไม่ชอบธรรม
ยุบคณะกรรมการการเลือกตั้ง แทนที่ด้วยคนของกองทัพ
อามาเอลกล่าวว่า หลังรัฐประหาร คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพเมียนมา (UEC) ถูกยุบ สมาชิกถูกจับและถูกตั้งข้อหาจากการไม่ดำเนินงานให้คณะรัฐประหาร และถูกแทนที่ด้วยคณะบุคคลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นมา หน่วยงานจัดการเลือกตั้งนี้จึงไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลาง ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องดูแลการเลือกตั้ง แต่กลับควบคุมคะแนนเสียง
ตัดตัวเลือก ยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม
อามาเอลชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดการแข่งขันที่เท่าเทียม โดยก่อนหน้านี้ ในปี 2566 รัฐบาลทหารพม่าผ่านกฎหมายการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ทำให้พรรคการเมืองถูกถอนการลงทะเบียนไปกว่า 40 พรรคทันที จากนั้น หากมีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการเข้าแข่งขันก็จะถูกปฏิเสธการลงทะเบียนหรือยุบพรรค หลังกฎหมายเผด็จการฉบับนี้บังคับใช้ ในปี 2568 พรรคการเมืองที่เคยเป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งก่อนรัฐประหารและได้รับการเลือกตั้งจนได้ที่ตั้งในสภากว่า 90% ในปี 2563 ก็ถูกถอนทะเบียนไปถึง 70%
สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ จึงมีพรรคการเมืองเหลือเพียง 57 พรรคลงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมี 6 พรรคการเมืองที่เป็นพรรคระดับชาติ และ 51 พรรคการเมืองในระดับรัฐหรือเขต พรรคที่สามารถจัดตั้งได้ ก็ล้วนเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหาร ตัวอย่างเช่น ผู้นำของพรรค USDP และพรรค Myanmar Farmers Development ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
การเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ
หนึ่งในข้อค้นพบที่อันเฟรลพบจากการรวบรวมจากสื่อ ข้อมูลจากภาคประชาสังคม และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้แข่งขันอย่างเท่าเทียม เป็นการออกแบบการเลือกตั้งให้เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพ
ขณะที่สื่อของรัฐบาลให้ข้อมูลว่ามีการเลือกตั้งหลายพื้นที่ในพม่า แต่ที่ไม่ได้กล่าวคือ มีการยกเลิกการเลือกตั้งในหลายเขต ข้อมูลจาก Democratic Voice of Burma ชี้ว่า พม่าจัดการเลือกตั้งเพียง 42% ของพื้นที่ทั้งประเทศเท่านั้น
ทั้งนี้ พม่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 24.22 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 13.14 ล้านคน คิดเป็น 54.22% สูงกว่าเกณฑ์ 50% เล็กน้อย เมื่อย้อนไปเทียบกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563 ในครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิ์ราว 27.5 ล้านคน หรือมากกว่า 2 เท่าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้
อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ปรากฏ ก็ไม่สอดคล้องกับการสังเกตการณ์ในพื้นที่ที่พบว่า หน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ว่างเปล่า อีกทั้งยังมีรายงานการข่มขู่กดดันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปลงคะแนน เช่น การปฏิเสธการออกหนังสือเดินทาง การข่มขู่เพื่อปิดกิจการ หรือมีเยาวชนถูกวางตัวให้เข้าร่วมกับกองทัพ ประชาชนกลุ่มชายขอบรวมถึงแรงงานข้ามชาติ นักเรียนถูกกดดันให้ออกไปใช้เสียงแลกกับการแบ่งปันอาหาร
เขตเลือกตั้งที่ถูกจัดการ
ระบบการเลือกตั้งของพม่าเป็นระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) และ สภาสูงหรือสภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) ในเดือนกรกฎาคมปี 2566 รัฐบาลทหารได้นำระบบการเลือกตั้งแบบผสมใหม่มาใช้
แม้ว่า มิน อ่อง ลาย จะเคยสัญญาว่าจะมีตัวแทนระบบสัดส่วน Proportional Representation (PR) แต่ในท้ายที่สุด ระบบสัดส่วนถูกใช้สำหรับการเลือกตั้งสภาสูง มีตัวแทนจากระบบสัดส่วนเพียงแค่ 50% เท่านั้น ที่เหลือ เป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยตรง คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ (First-Past-The-Post: FPTP)
ทั้งนี้ ระบบคะแนนสูงสุดคนเดียวมีปัญหาน่ากังวล เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบไม่เป็นธรรม เช่นใช้วิธีการ Gerrymandering ที่ออกแบบการแบ่งเขตให้เอื้อต่อคะแนนเสียง, การยกเลิกการเลือกตั้งในบางเขต และระบบพรรคการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่ลงแข่งขันในหลายรัฐพร้อมกันไม่ได้ ทำให้การเลือกตั้งสภาสูงเอื้อประโยชน์ให้พรรคใหญ่อย่างพรรค USDP
ตัวอย่างเช่น ในรัฐยะไข่ มีการจัดการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเพียง 3 จาก 17 เขต และเมื่อดูการเลือกตั้งผู้แทนสภาสูง (Amyotha Hluttaw) จะเห็นว่ามีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่ามีเขตที่จัดการเลือกตั้งได้มากขึ้น
ตัวอย่างกรณีตอนเหนือของรัฐยะไข่ มีเพียงเมืองซิตตเว เมืองเล็กๆ ติดชายฝั่งที่สามารถเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้ แต่ในส่วนของการเลือกตั้งสภาสูง เขตเลือกตั้งถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้เอื้อต่อการเลือกตั้งแบบระบบคะแนนสูงสุดคนเดียว และสุดท้าย ก็มีเพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากเมืองซิตตเวเท่านั้นที่เลือกผู้แทนของตอนเหนือของรัฐยะไข่ทั้งหมด ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
ความผิดปกติในการลงคะแนนล่วงหน้า
นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเอื้อประโยชนให้กับรัฐบาลทหาร ข้อสังเกตหนึ่งพบว่า มีเขตเลือกตั้ง 13 เขตที่พบว่า พรรค USDP จะไม่สามารถมีคะแนนนำได้เลยหากไม่ได้นับรวมคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยรวม พรรค USDP ได้รับคะแนนเสียงทั่วประเทศทั้งหมด 15% จากการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นได้คะแนน 4%
นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยในตัวเลขที่พบว่า จำนวนบัตรลงคะแนนล่วงหน้าจากต่างประเทศในเมืองหนึ่งในรัฐกะเหรี่ยงมีเพียงจำนวน 862 ใบ ทั้งๆ ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า มีพลเมืองต่างประเทศลงทะเบียนลงคะแนนล่วงหน้าเกือบ 6,000 คน
สังเกตการณ์การเลือกตั้งแบบพอเป็นพิธี ไม่น่าเชื่อถือ
บริซซากล่าวว่า รัฐบาลทหารอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่เปิดกว้างด้วยการให้เหตุผลว่าได้เชิญผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากหลากหลายแห่งมาร่วมสังเกตการณ์ แต่ในความจริงกลับเป็นแค่การกระทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น องค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศอย่างอันเฟรลและสหภาพยุโรปปฏิเสธการเข้าร่วม อีกทั้งอาเซียนไม่ได้ส่งคณะผู้สังเกตการณ์เช่นกัน แต่กลับกัน การมีส่วนร่วมส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหาร ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระ โดยอามาเอลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้สังเกตการณฺ์การเลือกตั้งจะถูกเลือกและจ่ายค่าเดินทางโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่แต่งตั้งมาจากรัฐบาลทหาร
จับ-ขัง-ปิดปากคนเห็นต่าง
อามาเอลยกประเด็นกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งที่ใช้ปราบปรามการวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านการเลือกตั้ง ซึ่งมีกรณีที่ยืนยันได้ทั้งหมด 350 กรณี ในจำนวนนี้มี 84 กรณีอยู่ระหว่างจับกุม อีก 269 กรณีถูกตัดสินโทษจำคุกนานหลายปี ตัวอย่างเช่น มีเยาวชนที่ถูกลงโทษจำคุกนานกว่า 40 ปีจากการเผยแพร่สติ๊กเกอร์ต่อต้านการเลือกตั้ง
บริซซากล่าวว่า เสรีภาพในพม่าถูกปิดกั้นอย่างเป็นระบบ นับจากการรัฐประหาร คนนับพันถูกจับจากการแสดงความคิดเห็น นักข่าวถูกจับขัง สื่อถูกปิด และสัญญาณอินเตอร์เน็ตถูกควบคุม การชุมนุมถูกทำให้ผิดกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งถูกใช้ปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการเลือกตั้ง และประชาชนถูกตัดสินจำคุกนานหลายสิบปีจากการต่อต้านการเลือกตั้ง หากแสดงความไม่เห็นด้วยอาจต้องโทษจำคุก ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ข้ออ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสเป็นธรรมนั้นไม่มีความหมาย
ปราบปราม สังหารประชาชน
เบนเล่าถึงวิธีการจัดการเลือกตั้งของคณะรัฐบาลทหารที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดีนานหลายปี และบ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตยในพม่า ผ่านการใช้เครื่องมือที่โหดร้าย การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ และการปราบปรามทำลายฝ่ายตรงข้าม อ้างอิงจากเอกสารด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมีการโจมตีทางอากาศและการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ ซึ่งเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมและการคุมขังทางการเมือง, ความโหดร้ายรุนแรง, การซ้อมทรมาณ และความรุนแรงทางเพศในสถานคุมขัง รวมไปถึงการพุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อยอย่างโรฮิงญา
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) พบว่า การเลือกตั้งในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา คณะรัฐประหารสังหารพลเรือนไปกว่า 170 คน มีการระเบิดโรงพยาบาลในรัฐยะไข่ในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน และบาดเจ็บกว่า 70 คน เป็นการโจมตีที่อันตรายที่สุดที่กระทำต่อสถานบริการสุขภาพตั้งแต่มีการรัฐประหาร
ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปาก
ภายใต้ระบบรัฐบาลรัฐประหาร เผด็จการทหารพม่าใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร กฎหมายการจดทะเบียนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) กฎหมายการต่อต้านการก่อการร้าย และกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นต้นทั้งกดขี่เสรีภาพและสร้างกลไกรัฐสอดแนม รวมถึงกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งที่มีบทลงโทษที่รุนแรงและโหดร้าย
ทางออกคือการสนับสนุนของนานาชาติ
เบน เห็นว่า ทางออกหนึ่งคือการนำกองทัพออกจากการเมือง โดยนานาชาติ ทั้งอาเซียนและองค์การสหประชาชาติ (UN) มีบทบาทได้ เขาเรียกร้องว่า จะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการประสานความร่วมมือกันต่อต้านคณะรัฐบาลทหารเพื่อหยุดการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย กดดันให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง กดดันรัฐบาลทหารพม่าผ่านการปิดกั้นการเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีสอดส่อง
บริซซาเสนอในฐานะตัวแทนอันเฟรล ที่จะพยายามขยายเรื่องนี้ในระดับภูมิภาคและนานาชาติเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติและไม่ถูกเพิกเฉย หรือไม่ถูกนำเสนออย่างไม่ถูกต้อง เพราะกระบวนการเลือกตั้งควรจะโปร่งใสได้มาตรฐานมีการแข่งขันที่เป็นธรรม ครบคลุม และถูกจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่เสรีภาพขั้นพื้นฐานได้รับความเคารพ