เปิดรับมืออาชีพอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจครอบครัวสูญเสียความเป็นตัวตน
เมื่อถึงจุดหนึ่งธุรกิจครอบครัวเกือบทุกแห่งต้องเผชิญกับคำถามเดียวกัน คือจะเติบโตต่อไปได้อย่างไรเมื่อความสามารถภายในครอบครัวเริ่มตามไม่ทันการเติบโตของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือการสืบทอดกิจการ ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ว่าจะหาผู้บริหารมืออาชีพได้จากที่ไหน
แต่คือจะดึงดูดผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร โดยไม่กระทบต่อวัฒนธรรมและรากเหง้าที่สืบทอดกันมา ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อครอบครัวมีความตั้งใจจริงในการผสานค่านิยมของตนเข้ากับการบริหารงานแบบมืออาชีพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้นำจากภายนอกจะสามารถเติบโตได้ควบคู่ไปกับการเคารพตัวตนของครอบครัวด้วย
สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้บริหารมืออาชีพต้องการ เสน่ห์ของการร่วมงานกับธุรกิจครอบครัวสำหรับผู้บริหารระดับสูง คืออำนาจตัดสินใจที่แท้จริง เพราะคุยกับเจ้าของได้โดยตรง ไม่ต้องรอมติผ่านสายบังคับบัญชาหลายชั้น แต่ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ต้องการผู้บริหารที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง รู้จักอ่านพลวัตของครอบครัว และเคารพรากเหง้าที่สั่งสมมานาน
โดยธุรกิจครอบครัวควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน ผู้บริหารย่อมต้องการทราบขอบเขตอำนาจการตัดสินใจ สายการบังคับบัญชา และเป้าหมายระยะยาว ซึ่งการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาหรือสภาครอบครัวจะสามารถช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก
นอกจากนี้การซึมซับวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นเรื่องสำคัญ ธุรกิจจึงควรมีกระบวนการปฐมนิเทศที่เล่าประวัติศาสตร์และเรื่องราวของครอบครัว รวมถึงการให้อิสระในการทำงานภายใต้กรอบที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริหารมีพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ขัดแย้งกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก
บริหารความขัดแย้งด้วยความเข้าใจ ความตึงเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารจากภายนอกรู้สึกถูกตีกรอบด้วยธรรมเนียมเก่า หรือเมื่อครอบครัวกังวลว่าจะสูญเสียอำนาจควบคุม ในบริบทธุรกิจไทยซึ่งมีวัฒนธรรม “รักษาหน้า” สูง ความขัดแย้งมักถูกเก็บงำแทนที่จะพูดตรงๆ ทำให้ปัญหาเล็กๆ บานปลายได้ง่าย วิธีแก้ปัญหาคือการสร้างวัฒนธรรมที่เคารพซึ่งกันและกัน เริ่มจากการกำหนดความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน โดยนิยามความสำเร็จให้ครอบคลุมถึงการปฏิบัติตนตามค่านิยมของครอบครัว
นอกเหนือจากเป้าหมายทางตัวเลขเพียงอย่างเดียว พร้อมกันนี้องค์กรควรเปิดช่องทางการสื่อสารแบบสองทางอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในครอบครัว เพื่อสร้างระบบสะท้อนความคิดเห็นที่ดี และเมื่อเกิดความขัดแย้งธุรกิจต้องมีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เช่น การใช้คนกลางไกล่เกลี่ยหรือคณะที่ปรึกษาอิสระ เพื่อให้ได้ทางออกที่สร้างสรรค์โดยทุกฝ่ายยังรักษาเกียรติของกันและกันได้
เฟ้นหาผู้นำที่พร้อมสานต่อและเคารพรากฐานเดิม ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักกลัวว่าการนำผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาจะทำให้สูญเสียจิตวิญญาณของครอบครัว ซึ่งความกลัวนี้ไม่ไร้เหตุผล เพราะผู้บริหารที่มาจากองค์กรขนาดใหญ่อาจมีสัญชาตญาณที่ขัดกับวัฒนธรรมของครอบครัว แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้นำที่ดีจะไม่เข้ามาลบล้างวัฒนธรรมเดิม แต่จะเข้ามาต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยธุรกิจสามารถใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อค้นหาผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นผู้ดูแลและพร้อมสานต่อ มากกว่าจะเป็นผู้ที่เข้ามาทำลายโครงสร้างเดิม
ทั้งนี้การสร้างความผูกพันควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน โดยให้ผู้บริหารใหม่ได้สัมผัสกิจกรรมของครอบครัวและรับรู้เรื่องราวของสถานที่ที่มีความหมายต่อการก่อตั้งธุรกิจ ที่สำคัญคือการจูงใจด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ผูกผลตอบแทนเข้ากับความมั่นคงระยะยาวของกิจการ การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม และการวางแผนสืบทอดกิจการ เพื่อให้ผู้บริหารทำหน้าที่เสมือนผู้พิทักษ์ธุรกิจของครอบครัวอย่างแท้จริง
เคารพอดีตเพื่อสร้างความมั่นคงในปัจจุบัน โจทย์ของธุรกิจครอบครัวในยุคนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างรักษาวัฒนธรรม หรือนำมืออาชีพเข้ามา แต่คือการทำทั้งสองสิ่งพร้อมกันอย่างมีกลยุทธ์ ธุรกิจครอบครัวไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านรุ่น การขยายตลาดต่างประเทศ หรือการแข่งขันในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องมองผู้บริหารมืออาชีพไม่ใช่ในฐานะคนนอก แต่ในฐานะหุ้นส่วนในการเติบโตที่เข้ามาพร้อมกับเครื่องมือที่ครอบครัวอาจไม่มี
ขณะที่ครอบครัวมีสิ่งที่มืออาชีพไม่อาจสร้างได้ในชั่วข้ามคืน นั่นคือความไว้วางใจของลูกค้า พนักงาน และชุมชน ซึ่งความสัมพันธ์นี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่าตนเองกำลังทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการส่งต่อธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าเดิมให้กับลูกหลานต่อไป