สัญญาของ ‘หนู’
๒๐ มีนาคม "วันความสุขสากล"
สหประชาชาติ เชิญชวนร่วมฉลองวันความสุขสากล พร้อมรำลึกถึงความสุขอันเป็นเป้าหมายพื้นฐานของมนุษยชาติ เสริมสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้แก่ตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้าง
ครับ…วานนี้ (๒๐ มีนาคม) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" เป็นนายกรัฐมนตรี
นายกฯ อนุทินให้สัญญาประชาคม
"…ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ
และจะควบคุมกำกับดูแลให้รัฐบาลอันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก
และจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา
การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจัง จากทุกภาคส่วนเพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม
สุดท้ายนี้ ผมขอให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกัน และให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
โดยในรายละเอียดและเป้าหมายของสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการในเทอมของรัฐบาลนี้ ในส่วนที่เป็นนโยบายและรายละเอียดนั้นผมจะได้เร่งแถลงเป็นวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วต่อไป…"
นี่คือคำแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในบริบทนี้ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์
การ "รับสนองพระบรมราชโองการ" มีความสำคัญอย่างมาก แต่นายกรัฐมนตรีในอดีตหลายๆ คนมองเรื่องนี้เป็นแค่พิธีกรรมการเข้าสู่อำนาจ
มิได้สำนึกในการ "รับสนองพระบรมราชโองการ"
พระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจะต้องประทับพระราชลัญจกรที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
จำนวน ๔ องค์ ดังนี้
๑.พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์นี้ใช้สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์หรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งลงนามแทนในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ก็ยังใช้เป็นตราประจำสถานที่ราชการต่างๆ ของรัฐบาลไทยใช้พิมพ์เป็นตราบนหัวหนังสือและเอกสารต่างๆ ของทางราชการและใช้เป็นตราสำหรับประทับในหนังสือราชการ ของกรม กองต่างๆ
๒.พระราชลัญจกรมหาโองการหรือมหาอุณาโลม เป็นพระราชลัญจกรที่มีมาแต่โบราณเป็นตราประจำชาติ สำหรับประทับพระราชสาส์นและใบกำกับพระสุพรรณบัฏพระราชโองการแต่งตั้ง เจ้าประเทศราช ซึ่งใช้ประทับร่วมกับพระราชลัญจกรไอยราพตองค์ใหญ่และพระราชลัญจกรหงสพิมาน เรียงจากซ้ายไปขวาตามลำดับและมีพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาลอยู่เบื้องล่างเอกสารสำคัญที่ต้องประทับพระราชลัญจกรทั้ง ๔ องค์ร่วมกัน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ เป็นต้น
๓.พระราชลัญจกรไอยราพต องค์กลางเป็นตราเก่ามีทั้งที่เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และมีแต่ช้างซึ่งใช้ประทับอยู่ระหว่างกลางพระราชลัญจกรมหาโองการ และพระราชลัญจกรหงสพิมาน
๔.พระราชลัญจกรหงสพิมาน เป็นพระราชลัญจกรที่มีใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีลายเป็นรูปหงส์อยู่เหนือกอบัวมีบุษบกอยู่บนหลังและมีลายเมฆแทรกประกอบเป็นตรางารูปไข่ กว้าง ๔.๖ เซนติเมตร ยาว ๕.๖ เซนติเมตร รวมด้าม ๙.๔ เซนติเมตร ใช้ประทับเบื้องขวาของพระราชลัญจกรไอยราพต
พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์
พระราชลัญจกรมหาโองการ
พระราชลัญจกรไอยราพตองค์กลาง
พระราชลัญจกรหงสพิมาน
พระราชลัญจกรทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเล่นนะครับ
เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญ และมีคุณค่ากับประเทศ จึงต้องมีตราประจำแผ่นดินและตราประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไทย ประทับกำกับไว้ในพระปรมาภิไธย
ฉะนั้น ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักว่า ตำแหน่งที่ดำรงอยู่นั้นมีความสำคัญต่อชาติและประชาชนมากจริงๆ จะมาแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวและพวกพ้องมิได้
เมื่อนายกฯ อนุทิน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะควบคุมกำกับดูแลให้รัฐบาลอันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก ในเบื้องแรกสิ่งที่ นายกฯ อนุทินต้องทำคือ จะต้องมีนโยบายปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
ใช่ครับ…ในการแถลงนโยบายในอีกไม่กี่วันนี้ นโยบายรัฐบาลจะต้องระบุถึงการปราบโกงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
แน่นอนครับทุกรัฐบาลล้วนแถลงว่าจะปราบโกงด้วยกันทั้งนั้น
แต่ในนโยบายรัฐบาลเขียนไว้ครึ่งบรรทัด
สุดท้ายนักการเมือง ข้าราชการก็ร่วมกันปล้นชาติ
มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด
ไม่มีรัฐบาลไหนจัดการอย่างจริงจัง
รัฐบาลนี้แบกความคาดหวังเอาไว้มากพอควร
โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และความมั่นคง ที่เป็นปัญหาเร่งด่วน
แต่การปราบโกง ก็เร่งด่วนไม่แพ้กัน
เมื่อนายกฯ อนุทิน ให้คำมั่นหลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องปฏิบัติให้ได้
และแน่นอนครับ ก่อนแถลงนโยบาย นายกฯ อนุทิน ต้องนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๑
"…ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ…"
หลายรัฐบาลมองเรื่องนี้เป็นเพียงพิธีกรรมการเข้าสู่ตำแหน่งเช่นกัน เพราะเมื่้อบริหารประเทศแล้ว เกิดการคอร์รัปชันกันมโหฬาร
นายกฯ หนี รัฐมนตรีติดคุก เราก็เห็นมาแล้ว
นายกฯ อนุทินได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุดคนหนึ่ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือคำถวายสัตย์ปฏิญาณ จะต้องสำคัญกว่าสิ่งใดเสมอ
ในการบริหารราชการแผ่นดินจำต้องระลึกเสมอว่า ได้เปล่งวาจาอะไรเฉพาะพระพักตร์บ้าง
การผิดคำพูดกับพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่ซื่้อสัตย์สุจริต
ช่วงหลังๆ มานี้นักการเมืองโกงมีอันเป็นไปหลายคน
บ้างติดคุก บ้างต้องหนี
ถ้าจะเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยคนโกง ก็ง่ายๆ ครับ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชน
เท่านั้นเอง.