โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานงอก! มติ ก.ค.พ. ชี้ ย้าย 2 ข้าราชการ มท.สมัย “ภูมิธรรม” ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ

AEC10NEWs

อัพเดต 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.59 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • AEC10NEWS

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.ค.พ.) ชี้ว่า ย้าย 2 ข้าราชการ มท.สมัย "ภูมิธรรม" ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ

วันที่ 7 พ.ค.69 นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.ค.พ.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค.ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อเดือน ก.ค.2568 กรณีที่ รมว.มหาดไทย เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรี ให้มีการโยกย้ายอธิบดี 2 ราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความจำเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการ 2 ราย คือ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ตำแหน่งในขณะนั้น ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 และ 14 ส.ค.2568

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ก.พ.ค.รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการ โดย ก.พ.ค.เสียงข้างมาก 6 เสียง ได้แก่ นายวรวิทย์ สุขบุญ, นายภาณุ สังขะวร, นายสุรพันธ์ บุรานนท์, นายอติโชค ผลดี, นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และ นายชำนาญ ทิพยชนวงศ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ต่อ นายภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น ภายหลังจากที่ รมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 ต่อมาในวันที่ 7 ก.ค.2568 มีการเสนอย้ายผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน ที่ต้องนำนโยบายที่ รมว.มหาดไทย มอบหมายไปหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง และถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรม ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม และต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน

ขณะที่ รมว.มหาดไทย ได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.2568 และ ครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วัน นับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการ ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3ก.ย.2568 ที่มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมา 1 เดือนเศษ นับแต่วันมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 เป็นผู้ตรวจราชการมีผล โดยเฉพาะกรณีของนายไชยวัฒน์ ที่จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง 1 เดือน จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สำเร็จได้ ทั้งนี้ แม้ รมว.มหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง มีเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลักกับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ ของตำแหน่งอธิบดี กับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านบริหารทรัพยากร และงบประมาณ

และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง อีกทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยยังมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวม ครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน ไม่มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงาน และไม่อาจใช้อำนาจในการบริหาร รวมถึงการบังคับบัญชาได้จริงมีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่การดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ มีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยทั้ง 2 กรม มีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย กรณีนี้จึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการ หรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด

ดังนั้น การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญ รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลง อาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายพ้นจากตำแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในเวลาต่อมานายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว เป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว

ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิม ย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค.เสียงข้างมากจึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

ขณะที่ ก.พ.ค.เสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวง หรือกรม พ.ศ.2567 เป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น จึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...