เลื่อนวันโอนเงิน 3 กลุ่มเปราะบาง เดือนพฤษภาคม 2569
กรมบัญชีกลางแจ้งกำหนดการโอนเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดยจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดปกติเล็กน้อย เนื่องจากเดือนนี้มีวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ต่อเนื่องกัน การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ผู้รับสิทธิ์ได้รับเงินอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วย เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และ เงินเบี้ยคนพิการ โดยแต่ละกลุ่มมีรายละเอียดการจ่ายวงเงินและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือที่รู้จักกันในชื่อเงินอุดหนุนบุตร มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนครอบครัวที่มีรายได้น้อยในการดูแลเด็กในช่วงวัยสำคัญ โดยจะมอบเงินช่วยเหลือเดือนละ 600 บาทต่อคน ตั้งแต่แรกเกิดจนเด็กอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์
เด็กมีสัญชาติไทย
อาศัยอยู่กับบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก
ครัวเรือนที่สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
ช่องทางการลงทะเบียน: ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถยื่นคำร้องได้ตลอดเวลา ณ พื้นที่ที่เด็กและผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง (ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน) ได้แก่
กรุงเทพมหานคร: ลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขต
เมืองพัทยา: ลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
ส่วนภูมิภาค: ลงทะเบียนได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล
นอกจากนี้ ยังสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” ได้ แต่ผู้ปกครองต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครองก่อน โดยเมื่อตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแล้ว จะได้รับเงินมีผลตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียนรับเงิน จนเด็กอายุครบ 6 ปี
ช่องทางตรวจสอบสิทธิ์ เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท
เว็บไซต์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน
แอปพลิเคชัน เงินเด็ก (ดาวน์โหลดได้ทั้ง Google Play และ App Store)
2. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุสัญชาติไทยที่ไม่ได้รับสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้จัดให้อย่างเป็นประจำ จะได้รับการช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต โดยแบ่งตามช่วงอายุแบบขั้นบันได ดังนี้
อายุ 60 – 69 ปี จะได้รับเดือนละ 600 บาท
อายุ 70 – 79 ปี จะได้รับเดือนละ 700 บาท
อายุ 80 – 89 ปี จะได้รับเดือนละ 800 บาท
อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเดือนละ 1,000 บาท
สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สามารถติดต่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 2570 ได้แล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และ เดือนมกราคม 2569 - วันที่ 30 กันยายน 2569
คุณสมบัติสำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่
1. เป็นผู้สูงอายุรายใหม่ และยังไม่เคยลงทะเบียน
2. สัญชาติไทย
3. เป็นผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2569 (เกิดตั้งแต่ 2 กันยายน 2509 - 1 กันยายน 2510)
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้ โดยเตรียมเอกสารหลักฐาน ดังนี้
เอกสารที่ต้องเตรียม:
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ ที่มีรูปถ่าย
2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ที่เป็นปัจจุบัน)
3. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ในนามผู้มีสิทธิ/ผู้ได้รับมอบอำนาจ จากผู้มีสิทธิ (สำหรับกรณีประสงค์รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)
สำหรับสถานที่ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุมีภูมิลำเนา
เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ https://www.dop.go.th/ หรือศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) โทร. 1300
3. เงินเบี้ยคนพิการ
คนพิการทุกคนที่มีสมุดบัตรประจำตัวคนพิการมีสิทธิ์ลงทะเบียนขอรับ “เบี้ยความพิการ” โดยมีอัตราการช่วยเหลือดังนี้
คนพิการที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ได้รับเบี้ยคนพิการ รายละ 1,000 บาทต่อเดือน
คนพิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยคนพิการ รายละ 800 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ หากเป็นคนพิการอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะสามารถกดเพิ่มจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนอีก 200 บาทต่อเดือน รวมได้รับรายละ 1,000 บาทต่อเดือน
การขึ้นทะเบียนคนพิการรายใหม่:
ผู้พิการรายใหม่ สามารถติดต่อขึ้นทะเบียนคนพิการ ได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดในทุกจังหวัด) หรือพื้นที่กรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร
มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ ซึ่งยังคงได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางของประเทศ อย่างไรก็ตาม อาจมีการปรับปรุงรายละเอียดหรืออัตราการช่วยเหลือตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม