DSI รุดสอบปมน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รับเป็นคดีพิเศษ
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังคงเดินหน้าตรวจสอบการตรวจสอบการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมัน โดยกรณีล่าสุด ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางเรือ พบว่า มีการขนส่งรวม 96 เที่ยว ปริมาณน้ำมันรวมกว่า 217 ล้านลิตร ไปส่งยังคลังน้ำมัน 6 แห่งในจังหวัด แต่เมื่อตรวจสอบปลายทาง พบว่าน้ำมันถึงเพียง 160 ล้านลิตร เท่ากับว่ามีน้ำมันหายระหว่างทางถึง 57 ล้านลิตร ซึ่ง ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางขนส่งทางทะเล ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ เข้ามาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การดำเนินคดีจะใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยกรณีสุราษฎร์ธานีจะถูกนำมาเป็นต้นแบบในการตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล พร้อมใช้หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น เอกสารการขนส่ง (นม.9 นม.10) และการตรวจสอบระยะเวลาการคงคลังและการขนส่ง หากพบว่ามีการเก็บหรือขนส่งเกินระยะเวลาที่เหมาะสม จะเข้าข่ายความผิด
จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการพบ ผู้ค้ามาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือนมีนาคมมีปริมาณ การรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมจึงให้มีการตรวจสอบขยายผลต่อไปว่าเป็นกรณีที่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกถึงเจ็ดปีหรือไม่ หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ และตั้งวอร์รูม สืบสวนขยายผลและเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ขณะที่ ตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบโรงกลั่นน้ำมัน มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีการกักตุน เนื่องจาก ปริมาณน้ำมันที่พบในถัง เป็นเพียงน้ำมันคงถังที่ไม่สามารถดึงขึ้นมาจำหน่ายได้
พลตำรวจโท รุทธพลฯ ยังกล่าวถึงความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ว่า การที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือ มีแล้วแต่ปฏิเสธการขายหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคมในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน หากพบความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ และจะดำเนินคดีในทุกมิติ และถ้าหากพบมีการกระทำความผิดเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดี ฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป"
ทางด้าน พันตำรวจ ตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดี หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึงการกักตุนน้ำมันว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะ กรณีน้ำมันหายกลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ
ทั้งนี้ สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ง อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วันถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง
อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews