โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พนักงานหมดไฟ!? แก้ไขด้วย “Sense of Purpose” ตัวช่วยปลุกพลังขับเคลื่อนองค์กร

Mission To The Moon

เผยแพร่ 07 ต.ค. 2564 เวลา 13.00 น.

 

“เป้าหมายในชีวิตคืออะไร?”

.มีใครเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองหรือเคยโดนถามคำถามนี้บ้าง? เชื่อว่าแต่ละคนคนคงมีคำตอบในใจของตัวเอง หากนึกถึง “เป้าหมาย” คงมีตั้งแต่เป้าหมายประจำวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ตลอดจนเป้าหมายระยะยาว ที่เราวางภาพอนาคตในแต่ละเรื่องของตัวเราเองไว้ แล้วถ้ามีคนถามว่า “คนที่ไม่รู้หรือไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนเป็นเรื่องผิดไหม?” ตอบเลยว่า “ไม่ผิดและไม่ใช่เรื่องร้ายแรง” เพราะแต่ละคนมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความพอใจ และความต้องการที่แตกต่างกันไป.ในทางกลับกันหากมีคำถามว่า “หน่วยงานหรือผู้บริหารที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจนถือว่าผิดหรือไม่?” ตอบเลยว่า “ผิด” การไม่มีแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาวในระดับองค์กรจะมองเห็นอะไรในอนาคตที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดไม่หย่อน เรียกได้ว่าคงอยู่ยากและอยู่ไม่รอดในยุคต่อไปแน่นอน และอาจทำให้เกิดคำถามเหล่านี้จากพนักงาน “ทำงานไปเพื่ออะไร? ทำไปทำไม? ทำแล้วได้อะไร?”ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน รู้สึกไม่มีคุณค่า ผลตอบรับไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือ “การไม่มีเป้าหมายในการทำงาน” จนเกิดการหมดไฟในการทำงาน..“Sense of Purpose” เป้าหมายที่ชัดเจนกับการสร้างพลังมหาศาล

.

องค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจนย่อมดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ และยังช่วยส่งเสริมการทำงานของพนักงานได้ดีกว่าองค์กรที่มีแต่ความไม่แน่นอน กลยุทธ์ “Sense of Purpose” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงาน ทำให้รู้เป้าหมายและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานกับองค์กรของตัวเองและไม่รู้สึกเซ็งที่ต้องตื่นมาในทุกๆ เช้าอีกต่อไป

.

กลยุทธ์ “Sense of Purpose” คือ การสร้างความตระหนักรู้ในเป้าหมายทั้งตัวพนักงานทุกคน ทีม ไปจนถึงระดับองค์กร สามารถให้คำตอบได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปทำไม เพื่อใคร และทำให้เกิดการรับรู้ว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ลองมาดูกันว่าการทำให้พนักงานเข้าใจและมีเป้าหมายที่ชัดเจนต้องทำอะไรบ้าง!

.

1.ให้ความสำคัญกับเป้าหมายในชีวิตและการทำงาน

.

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต่างต้องการมี “คุณค่า” และ “ความหมาย” ทั้งในชีวิตจริงและการทำงาน องค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวย่อมมีข้อได้เปรียบกว่าแน่นอน โดยวิธีการที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้น อาจจะเริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจว่าองค์กรของเราทำอะไร ทำเพื่อใคร และได้อะไรกลับมาบ้าง เป็นตัวช่วยให้ผู้ทำงานนั้นเข้าใจและรู้ถึงเป้าหมายทั้งของตัวเอง ทีม ไปจนถึงองค์กรเลยก็ว่าได้

2.สนับสนุนการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้

.

ปัจจุบันโลกเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ จึงทำให้ต้องเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านการอบรมและศึกษาดูงาน เช่น ทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ภาษาต่างประเทศ เป็นต้น บอกได้เลยว่านอกจากจะเป็นส่วนช่วยสร้างความก้าวหน้าในอาชีพแล้ว ยังทำให้พนักงานมีความมั่นใจและพร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคที่มีแต่การแข่งขันได้ นอกจากนี้ ทำให้แต่ละคนสามารถรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองมากขึ้น นำจุดแข็งเป็นจุดขายและข้อได้เปรียบ ส่วนจุดอ่อนเรียนรู้และไปปรับแก้ เชื่อว่ามีผลดีต่อพนักงานและองค์กรมากทีเดียว

.

3.ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม

.

การเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น เสนอไอเดีย หรือตัดสินใจทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ นับเป็นสิ่งที่ทำให้พนักงานและองค์กรเกิดการพัฒนาไปพร้อมกัน หลีกเลี่ยงการจัดองค์กรแบบ Hierarchy (ลำดับชั้น) ที่ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับยุคปัจจุบันนี้แล้ว โดยควรบริหารองค์กรในมุมมองสมัยใหม่ที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีลำดับชั้น เน้นอิสระทางความคิดและการแสดงออก นอกจากนี้การที่ทุกคนมีส่วนร่วมยังเป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานเป็นทีมที่ดีอีกด้วย และสิ่งสำคัญคือความเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย ไม่ทำให้พนักงานรู้สึกถึงระยะห่างของตำแหน่ง

.

4.สร้างขวัญและกำลังใจ

.

ผลตอบรับที่ดีเกิดจากความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย คงจะดีไม่น้อยถ้ามีการยกย่องชื่นชมหรือมอบของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน ตอบแทนกับการทุ่มเททำงานมาตลอด เช่น การชื่นชมคนขยัน ค่าตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้น คอยยินดีกับความสำเร็จและการเติบโตของพนักงานอย่างเสมอ รวมถึงมีการสนับสนุน Work-Life Balance เป็นต้น

.

หากองค์กรสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในการบริหารจัดการ อาจสร้างบรรยากาศในการทำงานไปอีกรูปแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้! เพราะยิ่งคนพัฒนาก็ยิ่งทำให้องค์กรพัฒนา แถมยังได้บุคลากรที่มีคุณภาพเปี่ยมไปด้วย Passion นอกจากนี้ คำถามที่ว่า “ทำงานไปเพื่ออะไร? ทำไปทำไม? ทำแล้วได้อะไร?” ก็คงจะค่อยๆ เลือนหายไป และแม้แต่ประโยคยอดฮิตอย่าง “พรุ่งนี้วันจันทร์” อาจจะกลายเป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลยก็ได้นะ!

.

.

แปลและเรียบเรียงจาก:bit.ly/3Bgi4wdbit.ly/3DifBlHbit.ly/3lcMt9b

.

#missiontothemoon#missiontothemoonpodcast#softskill

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...