โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนบรรยากาศและข้อมูลขบวนเรือ ร.5 เสด็จประพาสต้น ไม่มีกรมการเมืองคอยท่ารับเสด็จ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ค. 2565 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 04.06 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร (ภาพจากหอจดหมายเหตุฯ)

…ประวัติศาสตร์การเสด็จประพาสต้นไปยังท้องถิ่นในสยามประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นที่รับรู้กันแพร่หลายถึงพระราชจริยวัตรเรียบง่าย ทรงพรางพระองค์เช่นคนสามัญเพื่อได้ทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรโดยมิถูกจัดแต่งแสร้งเสนอ

ดูเหมือนว่าพระนิพนธ์จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้นในรัชกาลที่ 5 ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะดำรงอิทธิพลโดดเด่นที่สุดในบรรดาเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเสด็จประพาสต้น ซึ่งองค์ผู้ทรงพระนิพนธ์ใช้กลวิธีประพันธ์เป็นจดหมายคำพรางจำนวน 8 ฉบับ

จดหมายของนายทรงอานุภาพ หุ้มแพร มหาดเล็กตามเสด็จฯ มีไปถึงพ่อประดิษฐ์ (ใครก็ไม่ทราบ? บ้างว่าคือสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือบ้างก็ว่าคือเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ชะรอยบางทีพ่อประดิษฐ์อาจถูกประดิษฐ์ขึ้นตามชื่อก็ได้) เขียนขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ร.ศ. 123/พ.ศ. 2447

จากนั้นได้ทยอยพิมพ์ลงทวีปัญญารายเดือน ช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม ร.ศ. 125/พ.ศ. 2449 ก่อนจะพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานปลงพระศพ หม่อมเจ้าหญิงบันลุศิริศานต์ ดิศกุล พระธิดาเสด็จในกรมที่สิ้นชีพิตักษัยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อ ร.ศ. 131/พ.ศ. 2455 จดหมายเหตุดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ซ้ำไม่แพ้งานพระนิพนธ์เรื่องอื่นของพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

อันที่จริงการแต่งจดหมายเหตุการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชนชั้นนำสยามในช่วงทศวรรษ 2440 ถือเป็นเรื่องใหม่ ด้วยมีการจัดตั้งทวีปัญญาสโมสรสำหรับเป็นที่ชุมนุมทางภาษา นอกจากจดหมายคำพรางของนายทรงอานุภาพ ยังมีจดหมายนายแก้วกับท่านพรานบุญในจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อ ร.ศ. 128/พ.ศ. 2452 ทยอยพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ชวนหัว ก็มีลักษณะดุจเดียวกัน

จดหมายคำพรางมีโครงเรื่องหลักคือ พรางตัวบุคคลสำคัญผู้จงจรเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ใช้ท้องถิ่นและชีวิตประจำวันอันล้าหลังของชาวสยามเป็นฉากทัศน์ รวมถึงยังสามารถแทรกเสริมเติมแต่งเรื่องราวให้ขบขัน น่าติดตาม และดำเนินท้องเรื่องไร้ฉันทลักษณ์หรือโครงสร้างอย่างหนังสือราชการมาบังคับจนเสียสนุก มีตัวเอกที่มาเฉลยภายหลังว่าเป็นใคร ทั้งยังสร้างความประทับจับใจให้แก่ผู้พบเห็น (ผู้อ่าน)
จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้นในรัชกาลที่ 5 นี้ มีปริศนาคำทายอยู่แห่งหนึ่งเป็นข้อถกเถียงข้ามศตวรรษ คำว่าเรือต้นที่เสด็จในกรมทรงพระนิพนธ์ไว้

“…ได้ยินรับสั่งถามให้แปลกันว่าเรือต้นแปลว่ากระไร บางท่านแปลว่าเรือเครื่องต้น บางท่านแปลว่าเรือทรงอย่างในเห่เรือว่า ‘ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย’ ดังนี้ แต่บางท่านก็แปลเอาตื้นๆ ว่าหลวงนายศักดิ์เป็นคนคุมเครื่องมหาดเล็กตามเสด็จ หลวงนายศักดิ์ชื่ออ้น รับสั่งเรียกตาอ้น ตาอ้นเสมอ คำว่าเรือต้นนี้ก็จะแปลว่าเรือตาอ้นนั้นเอง แปลชื่อเรือต้นกันเป็นหลายอย่างดังนี้ อย่างไรจะถูกฉันก็ไม่ทราบแน่…”

อันหลวงนายศักดิ์ หรือเจ้าหมื่นเสมอใจราช (อ้น นรพัลลภ) ผู้คุมเครื่องครัวไปในเรือนั้นชื่ออ้น จึงเรียกเรือตาอ้น ครั้นออกเสียงเร็วเข้าก็จะเพี้ยนเป็นเรือต้นในที่สุด เห็นจะเป็นสำนวนชวนหัวมากกว่า เพราะเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หรือ “ถึงลูกชายเล็ก” มีความตอนหนึ่งว่า

“…ความเจ็บใจในเรื่องฝรั่งเสศทำกวนด้วยจุกจิกมาก ก็ตั้งน่ามืดเวียนหัว ไม่มีแรง โลหิตอ่อน น่ากลัวจะเปนโบราณโรค ต้องแก้กันอย่างหักหาญ คือ ทิ้งราชการหมด ลงเรือเล๊ก เที่ยวไปทั้งทางแม่น้ำ แล่นไปในทเลครบเดือนหนึ่งกลับมาจึ่งฟื้น เรียกกันว่า เที่ยวต้น เปนการเที่ยวอย่างไทยๆ พลเรือน จนถึงสร้างเรือนหลังที่จดชื่อมาข้างบนนี้…” (ผู้สนใจสามารถดูพระราชหัตถเลขาชุดนี้ได้จาก Digitised Manuscripts ทางเว็บไซต์ของ British Library)

เห็นได้ว่าการเที่ยวต้นคงไม่มีนัยยะถึงการเที่ยวกับตาอ้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นแต่ทรงพระนิพนธ์ให้ผู้อ่านนึกขันขึ้นเท่านั้น คำว่าต้นควรหมายถึงอันดับแรก หรือ Number One ดังพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (กุ้ง) ว่า “เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพายทอง” และ “พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย”

ทีนี้จะเล่าเรื่องเสด็จประพาสต้นจากปากคำของพนักงานเก็บเงินค่าธรรมเนียมคลองดำเนินสะดวกที่มีนามว่า “นายบ่าย” เจ้าพนักงานรักษาคลองดำเนินสะดวกตอนใน (หลักหนึ่ง บางยาง บ้านแพ้ว สมุทรสาคร) ดังปรากฏในเอกสารกรมคลอง กระทรวงเกษตราธิการ เรื่องพนักงานรักษาคลองภาษีเจริญแลดำเนินสะดวกบอกการที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จในคลอง ลงวันที่ 17 กรกฎาคม ร.ศ. 123/พ.ศ. 2447 ความว่า (จัดย่อหน้าใหม่ – กองบรรณาธิการ)

“เรียนมายัง คุณหลวงวิจารณสาลี เจ้ากรมๆ สารบรรณได้ทราบ

ด้วยเมื่อวันที่ 16 เดือนนี้ เวลาเช้า 5 โมงกับ 55 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งไปในคลองดำเนินสดวก เรือพระที่นั่งจวนจะถึงที่พักเจ้าพนักงานเก็บเงินค่าธรรมเนียมตอนใน เรือกลไฟที่จุงเรือพระที่นั่ง ก็รอจักรแล่นแต่พอช้าๆ ครั้นเรือพระที่นั่งมาถึงที่ออฟฟิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงแหวกพระวิสูตรเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรออฟฟิศ แล้วทรงพระราชดำรัสว่า ที่นี่เขาก็มีโปริสมาอยู่แล้ว แต่โซร่สำหรับขึงกั้นเรือเห็นจะยังไม่ได้ทำ

พอเรือพระที่นั่งแล่นเลยไปถึงที่หลักสำหรับกว้านโซร่ จึงมีพระราชดำรัสอิกว่า โซร่แลโปริสเขาก็มีพร้อมหมดแล้ว เรือพระที่นั่งก็แล่นเลยคล้อยโซร่ไปแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินออกมาที่ท้ายเรือพระที่นั่ง มีพระกระแสรับสั่งให้กว้านโซร่ขึ้นให้ดูเพื่อจะทอดพระเนตร จึงได้กว้านโซร่ขึ้นสูงพ้นน้ำได้ประมาณสักคืบหนึ่ง ทอดพระเนตรแล้วจึงทรงพระราชดำรัสว่าโซร่ของเขาก็กว้านขึ้นได้ดีโดยรวดเร็ว แล้วเรือพระที่นั่งก็แล้วเลยไป

ในเวลานั้นได้มีเรือพระบรมวงษานุวงษ์แลข้าราชการตามเสด็จไปด้วยอิกหลายลำ ดังจะมีแจ้งอยู่ในบาญชีที่ได้ส่งมาพร้อมกับหนังสือฉบับนี้ด้วยแล้ว

ขอได้นำขึ้นกราบเรียนเจ้าคุณปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการทราบ

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
เกล้ากระผม นายบ่าย”

จากหนังสือรายงานของนายบ่าย ได้ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะบาญชีขบวนเรือทั้งหมด ได้ลงรายละเอียดของชนิดเรือ พระนามและนามของผู้มาในเรือกระทั่งขนาดกว้างยาวของลำเรือว่ากี่วากี่ศอก มีเรือกลไฟ 23 ลำ เรือปิกนิก 11 ลำ เรือบดเก๋ง 1 ลำ เรือบด 16 ลำ เรือพระที่นั่ง 1 ลำ เรือเป็ด 1 ลำ เรือมาดเก๋ง 1 ลำ เรือมาด 2 ลำ เรือสำปั้น 1 ลำ และเรือโป๊ะ 2 ลำ รวมทั้งสิ้น 59 ลำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเรือพระที่นั่ง “สมจิตร์หวัง” มีเรือกลไฟชื่อ “เบอร์ 1” นำเสด็จ (ดังกล่าวแล้วว่าเรือต้นควรหมายถึง Number One)

ในที่นี้จะคัดชื่อเรือมาเพียงบางลำ ตลอดจนพระนามและนามของผู้มาในเรือ (สะกดตามต้นฉบับ) ดังนี้

เรือกลไฟศรียุทธยา (มีหมายเหตุว่าเรือนำริ้วมา 1 ทุ่ม กับ 35 นาที) เรือกลไฟของพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีจิรเดช (ที่ถูกควรเป็นกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช) เรือกลไฟพิศณุเทพของนายร้อยเอก มิสเตอร์วามิง กรมตำรวจภูธร เรือกลไฟพิศณุแสนของเจ้าพระยาสุริยวงษ์ฯ (ที่ถูกควรเป็นเจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ์)

เรือกลไฟอินทราของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เรือกลไฟเบอร์ 1 นำหน้าเรือพระที่นั่งสมจิตร์หวังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเรือปิกนิกหยั่งใจถูกตามเสด็จ เรือกลไฟศุลกากรของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เรือกลไฟเบอร์ 37 ของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมติอมรพันธ์ (ที่ถูกควรเป็นกรมขุนสมมติอมรพันธุ์) เรือกลไฟเบอร์ 9 ของกรมทหารเรือ และเรือกลไฟเบอร์ 4 พร้อมด้วยเรือปิกนิกแลลืมพลิบ (คงแปลว่าตะลึงแลจนลืมกะพริบตากระมัง) กับยอดไนยนา เรือกลไฟนครนายกของนายร้อยตรี นายเหล็ง กรมตำรวจภูธร เรือกลไฟเล็กของพระยาอินทราธิบดีฯ เรือกลไฟเบอร์ 5 เรือกลไฟเบอร์ 6 ของกรมทหารเรือ พร้อมด้วยเรือปิกนิกหนึ่งในหมู่ เรือกลไฟมหาวิไชย เรือกลไฟเบอร์ 34 เรือกลไฟสมใจ เรือกลไฟเบอร์ 15 เรือกลไฟนพรัตน และเรือกลไฟเบอร์ 7 ของกรมทหาร เป็นอาทิ

เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่ขบวนเรือมากมายเพียงนั้น แม้จะมิได้มีท้องตราให้กรมการเมืองคอยท่ารับเสด็จ แต่ด้วยจำนวนเรือเกินกว่าการเดินทางของเสนาคหบดีทั่วไป นั่นหมายถึง การเสด็จประพาสต้นผ่านคลองดำเนินสะดวกเมื่อครั้งกระโน้น ย่อมอยู่ในความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดอยู่เอง ไม่รู้ก็แต่ใครอยู่บนขบวนเรือ

ที่แน่ๆ ต้องเป็นเจ้าคนนายคนถึงได้ยกกันมาแน่นขนัดทั้งคุ้งน้ำด้วยเหตุดังนั้น แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะทรงพระนิพนธ์ไว้ในจดหมายนายทรงอานุภาพต่อไปถึงเรื่องราวที่ราษฎรไม่รู้ว่า “ใครเป็นใคร” ที่มาเยือนถึงเรือนชาน แล้วมาล่วงรู้ภายหลังว่าชายผู้ “คล้ายนัก” เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน คงอาศัยเค้าเรื่องจริงแต่แต่งเติมด้วยสำนวนปนสนุกไว้สำหรับอ่านกันในหมู่ชาวทวีปัญญาสโมสร

ท่านผู้อ่านในชั้นหลัง แม้จะเกิดไม่ทันร่วมยุค แต่ก็รู้สึกร่วมไปกับพระนิพนธ์ของเสด็จในกรม ครั้นเมื่อมีการค้นพบเอกสาร โดยเฉพาะจากสายตาสามัญชนอย่างนายบ่าย และได้อ่านจากอีกแง่มุมหนึ่งบ้าง ย่อมทำให้ประวัติศาสตร์การเสด็จประพาสต้นแต่หนหลังแจ่มกระจ่างสมจริงขึ้น และยิ่งทำให้นึกถึงโคลงพระนิพนธ์ของ น.ม.ส. ที่ว่า

“สยามินทร์ปิ่นธเรศเจ้า จุลจอม จักรเอย นึกพระนามความหอม ห่อหุ้ม อวลอบกระหลบออม ใจอิ่ม เพราะพระองค์ทรงอุ้ม โอบเอื้อเหลือหลายฯ”

อ่านเพิ่มเติม :

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ประวัติศาสตร์ประพาสต้น ฉบับนายบ่าย : คลองดำเนินสะดวกอีก (สัก) ที” เขียนโดย ภานุพงศ์ สิทธิสาร บ้านริมคลองบางน้อย ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 ตุลาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...